“ปีกระต่าย” ปีของ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ชู “จีน-ไทย” เด่นสุด ลงทุนได้ทั้งปี... ส่วนใคร “ติดหุ้นเทคฯ” ให้รอจังหวะครึ่งปีหลัง !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาจับชีพจรการเคลื่อนไหวของ “บลจ.ที่มาก่อนกาล” ที่ Transform ตัวเองสู่ “บลจ.แห่งนวัตกรรม” ทั้งในแง่ของโพรดักท์และบริการ มักเป็น First Mover” ก่อนบลจ.อื่นๆ เสมอ


ล่าสุดเตรียมเปิดตัว “กองทุนคาร์บอนเครดิต” กองทุนแรกของไทยในสัปดาห์หน้า ก็สะท้อนภาพของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี


บลจ.ที่พูดถึงนี้ก็คือ “บลจ.แอสเซท พลัส” นั่นเอง ในปีที่ผ่านมา AUM โตแตะ 7.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และมีการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ในปี15-22 สูงถึง 10.26% ต่อปี


โดยตั้งเป้าจะอัพ Level ตัวเองจากบลจ.ขนาดเล็กสู่ “บลจ.ขนาดกลาง” ระดับ “แสนล้านบาท” ติด Top10 ให้ได้ในปี27 อีกด้วย


และนี่คือบลจ.ที่ออกไปลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” โดยตรงเอง มีหุ้นใน Universe ทั่วโลกกว่า 200 ตัว ทั่วโลก และไม่ใช่แค่อ่านบทวิเคราะห์แล้วซื้อแต่ประการใด แต่มีการไป Company Visit บริษัทที่ลงทุนในต่างประเทศด้วยเช่นกัน


ก้าวย่างของ “บลจ.แอสเซท พลัส” ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจยังไงและค่ายนี้มีมุมมองการลงทุนในปี “กระต่าย” แบบไหน ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย



“บลจ.แอสเซท พลัส” ปลื้มปี
22 AUM โต 11%...ตั้งเป้าปีนี้แตะ 8.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก 22%

โดย “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ.แอสเซท พลัส บอกว่า ในปี22 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตกว่า 11% มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มเป็นกว่า 72,000 ล้านบาท ปีนี้บริษัทยังคงมุ่งนำเสนอทางเลือกในการลงทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน (Investment Solutions Excellence) ด้านธุรกิจ “กองทุนรวม” จะมุ่งเน้นไปที่การจัดตั้งกองทุนใหม่ โดยเน้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเป็นกระแสหรือเป็นที่นิยม รวมทั้งยังตอบโจทย์นักลงทุนได้แม้อยู่ในช่วงที่ตลาดมีสภาวะผันผวน เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุน ผนวกกับการบริหารจัดการกองทุนโดยเฉพาะกองทุนรวม ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี อยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมนั้น


(คมสัน ผลานุสนธิ)



“ในแง่ของโพรดัก์เรามีเกือยจะครบแล้วที่มี และบางกองทุนก็มีบลจ.แอสเซท พลัสที่เดียวที่มี ล่าสุดก็เตรียมขาย ‘กองทุนเปิด แอสเซทพลัส โกลบอลคาร์บอนเครดิต ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ASP-GCC-UI)ซึ่งเป็นกองทุนไทยกองทุนแรกที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคาร์บอนเครดิต คาด IPO 25-31 ม.ค. นี้ (กองทุนอยู่ระหว่างของอนุมัติจากสำนักงานก.ล.ต.) ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำนวัตกรรมของบริษัทได้อย่างชัดเจน”



ถือฤกษ์ดีปีกระต่ายรุก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”...ลั่นพร้อมขยับสู่ “บลจ.ขนาดกลาง” ติด
Top10 ในปี27

ในส่วนของธุรกิจ “กองทุนส่วนบุคคล” นั้น มีสินทรัพย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท ปีนี้จะเน้นกลุ่มนักลงทุนสถาบันเพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมาได้บริหารพอร์ตของ “ประกันสังคม” ก็ทำให้ AUM โตขึ้นเยอะ


ที่สำคัญในปีนี้บริษัทเริ่มทำธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD) นั่นทำให้มีธุรกิจให้บริการครบทั้ง 3 ธุรกิจ เริ่มมีการตั้งเป็นMaster Pooled Fund” ที่มีถึง 14 นโยบายให้เลือกลงทุน ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูงผ่านกองทุนรวมของบริษัทและยังมีนโยบายให้ไปลงทุนตรงในหุ้นรายประเทศให้เลือกด้วย เช่น จีน หรือเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งบริษัทคงเน้นไปที่บริษัทจดทะเบียนและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก ในปีนี้ก็ตั้งเป้าว่าจะมี AUM ประมาณ 1,500 ล้านบาท และใน 5 ปี จะเพิ่มเป็น 8,500-10,000 ล้านบาท ได้


 

“สำหรับปีนี้เราเน้นการดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง (Client Services Excellence) โดยมีการเพิ่มช่องทางด้านออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้า เน้นการให้ข้อมูลเป็นวงกว้าง ซึ่งถือว่าเป็นขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง ปีนี้บริษัทตั้งเป้า AUM ไว้ประมาณ 88,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% และสูงกว่าอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะโต 2-3% เท่านั้น และในปีหน้าเราจะขยับสู่ บลจ.แสนล้านบาทโดยมีเป้าหมายจะก้าวจากบลจ.ขนาดเล็กไปเป็น บลจ.ขนาดกลาง และติดอยู่ในบลจ. Top10 ให้ได้ในปี27



เปิด
5 ปัจจัย...ตัวกำหนดทิศทางการลงทุนใน “ปีกระต่าย”

ในส่วนมุมมองการลงทุนในปี23 นั้น “ณัฐพล จันทร์สิวานนท์” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส มองว่า การลงทุนในปีนี้จะถูกกำหนดจาก 5 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1) เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงมา แต่ก็ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย และเงินเฟ้อภาคบริการยังปรับเพิ่มขึ้น 2) อัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ’ (FED) ยังอยู่ในระดับสูง อาจทำให้เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ร่วมกับกำรที่ FED เริ่มกลับมาดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย 4) ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่’ (Emerging Market) สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นเหนือ ประเทศพัฒนาแล้ว’ (Developed Market) ได้


และ 5) ปัจจัยที่เคยกดดันการลงทุนในจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลับมาเป็นปัจจัยบวกทั้งหมดในปีนี้ ได้แก่ การกลับมาเปิดเมือง, การผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มทางอินเตอร์เน็ต และการกลับมาช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง นอกจากนี้นโยบายการเงินของจีนเป็นไปในทิศทางผ่อนคลาย ช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ


(ณัฐพล จันทร์สิวานนท์)

 

“จากทั้ง 5 ปัจจัยดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนในปี23 นี้จึงแนะนำให้จัดเป็นพอร์ตการลงทุนเป็นหลัก ในส่วนของใครที่บาดเจ็บจากหุ้นเทคโนโลยีในปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่ต้องลงทุนเพิ่มอาจจะรอจังหวะในช่วงครึ่งปีหลังจะมีโอกาสมากกว่า แนะนำไปลงทุนในตลาดหรือสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในปีนี้แทน”



“ดอลลาร์อ่อน” หนุน “หุ้นตลาดเกิดใหม่”
outperform ปีนี้...ชู “จีน-ไทย” เด่นสุด-ลงทุนได้ทั้งปี

ปีนี้ “ตลาดเกิดใหม่” น่าจะกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดี จากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่จะอ่อนค่า ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาจะทำให้หุ้นตลาดเกิดใหม่ Outperform ได้ดีและในปีนี้ก็คาดว่าจะเป็นเช่นเดียวกัน โดยตลาดที่น่าสนใจสุดในกลุ่มนี้ คือ “จีน” ทั้งในส่วนของกองทุนหุ้นและตราสารหนี้ จาก 3 ปัจจัยลบในอดีตที่กลับมาเป็นปัจจัยบวกในปีนี้ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน มีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจจีนในปีนี้โตกว่าที่ตลาดคาดในระดับที่สูงกว่า 5% ได้เช่นกัน


“โดยหุ้นให้เน้นไปที่ตลาด ‘H-Share’ และ ‘ADR’ เป็นหลัก เพราะเมื่อเงินต่างชาติไหลกลับจีนนี่คือตลาดที่เงินต่างชาติเข้าไปลงทุนได้สะดวกสุด ในส่วนของตราสารหนี้จีนเน้นไปที่กลุ่ม ‘High Yield’ เป็นหลักผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาดีและน่าจะดีต่อเนื่องในปีนี้ สำหรับจีนนั้นลงทุนได้ทั้งปีน่าจะเป็นปีที่ดีของจีนเลยทีเดียว”


อีกตลาดที่น่าสนใจในปีนี้ก็คือ “ไทย” จากการเปิดประเทศทำให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาดีขึ้น ตลอดจนการเลือกตั้งก็จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคักขึ้น ในปี22 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 1.82 แสนล้านบาท มากที่สุดในรอบ 22 ปี และยังน่าจะเข้าต่อเนื่องในปีนี้ด้วยเช่นกัน คาดหุ้นไทยปีนี้ดีสุดมีโอกาสแตะ 1,874 จุด เน้นหุ้นท่องเที่ยว, ค้าปลีก เป็นต้น รวมถึงตราสารหนี้ไทยก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีในปีนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม “หุ้นกู้”





“สำหรับ หุ้นสหรัฐ แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงครึ่งปีแรก เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว เน้นหุ้น ‘Defensive’ เช่น Health care, Utilities และ Consumer staples ส่วนในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัว เน้นหุ้น “กลุ่มวัฏจักร” (Cyclical) เช่น Technology, Autos และ Media& Entertainment


ส่วน “หุ้นญี่ปุ่น” แม้ภารวมอาจได้รัลผกระทบจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นก็ตาม แต่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงเงินเยนแข็งค่าก็มี ได้แก่ หุ้นสไตล์ Value 


ปิดท้ายด้วย “หุ้นเวียดนาม” สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวได้ สามารถลงทุนได้แต่ต้องทนกับความผันผวนระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ด้วยเช่นกัน


เป็นไงกันบ้างกับจังหวะ “ก้าวย่าง” ของ “บลจ.แอสเซท พลัส” ที่ถึงเวลาของการเติบโตและน่าจะเป็นที่จับตาของผู้ร่วมธุรกิจไม่มากก็น้อย ในส่วนของการลงทุนนั้น แนะนำให้มองเป็น “พอร์ตการลงทุน” ผสมผสานไปในหลากหลายสินทรัพย์ แต่ละปีก็อาจจะมีที่ให้ผลตอบแทนดีบ้าง ไม่ดีบ้างผสมกันไปแต่ในระยะยาวก็สามารถจะสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีให้กับนักลงทุนได้เช่นกัน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
Updated 1 day ago
Stock of the Day
จับตา El Niño เสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ผลผลิตเกษตรลด-ราคาอาหารพุ่ง เปิดโผธุรกิจไหน ได้/เสีย ประโยชน์
Updated 17 hours ago
Fun of Funds
“ALLY” พร้อม Transform สู่ “Urban Experience Platform” ภายใต้แนวคิด “Where Life Feels Right”… ส่วน “ALLY REIT” เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่2 ลุย 3 โครงการใหม่ มูลค่า 1.51 พันลบ. !!!
Updated 17 hours ago
Stock of the Day
“ทิสโก้” แนะกลยุทธ์ลงทุน ก.ค.69 คาด SET ครึ่งปีหลังขึ้นแบบมีคุณภาพ คงเป้าดัชนี 1,600 จุด แม้ DELTA อาจเป็นตัวถ่วง
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
Updated 1 day ago
Follow Us