Official Update :

ชี้ “หุ้นทั่วโลก” มูลค่าน่าสนใจ-แต่ต้องเลือก... ชู “หุ้นจีน” เด่นสุด สถิติฟ้องมูลค่าปัจจุบัน ถือไป 24 เดือน มีอัพไซด์เฉลี่ย 60% !!!

Fun of Funds: ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน อุตสาหกรรมกองทุนมีเพียงแค่ “กองทุนหุ้น” และ “กองตราสารหนี้” ให้ขายกัน


ปัจจุบันโพรดักท์การลงทุนมีความ “หลากหลาย” และมีความ “สลับซับซ้อน” มากยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมกองทุนก็ถึงเวลา “ต้องเปลี่ยนแปลง” บลจ.เองก็เช่นเดียวกัน จะมาเอาแต่ “ขายกองทุน” แบบเดิมๆ อยู่ไม่ได้แล้ว


หากจะต้องเอา “ลูกค้า” เป็นตัวตั้ง เพื่อช่วยให้เขาสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม (ไม่ใช่ดูแลแต่ลูกค้ารายใหญ่ แต่ละเลยลูกค้าทั่วไป กลุ่มนักลงทุนรายย่อย)


นั่นจึงเป็นที่มาของแผนกลยุทธ์ของ “บลจ.กสิกรไทย” ในปีกระต่ายนี้ ที่ปักหมุดไว้ของเป็น แบรนด์ “กองทุนอันดับ 1 ในใจผู้ลงทุน” นั่นเอง


ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทแผนธุรกิจและมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจพร้อมกันได้เลย



ลั่นขอเป็น “บลจ. อันดับ
1 ในใจผู้ลงทุน”

หากมองดู “เงินฝาก” ในระบบ ณ สิ้นปี22 ที่มีอยู่กว่า 16.9 ล้านล้านบาท นั้น เทียบกับสินทรัพย์ของ “กองทุนรวม” ประมาณ 5.28 ล้านล้านบาท ยังมีโอกาสให้โตได้อีกมาก แต่อุตสาหกรรมถึงเวลาต้อง “เปลี่ยนแปลง”


โดย “อดิศร เสริมชัยวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยก็โตขึ้นมามากและยังมีโอกาสให้เติบโตต่อไปได้ แต่ถึงจุดที่อุตสาหกรรมกองทุนต้อง “เปลี่ยนแปลง” ตัวบลจ.ก็ต้อง “เปลี่ยนแปลง” เช่นเดียวกัน ปัจจุบันในส่วนของลูกค้าระดับบนที่มีความมั่งคั่งสูงนั้น เชื่อว่าได้รับการดูแลและเข้าถึงโอกาสการลงทุนกันอยู่แล้ว ไม่น่ากังวลอะไร


(อดิศร เสริมชัยวงศ์)



“แต่นักลงทุนทั่วไประดับกลางและล่าง ที่เก็บเงินขึ้นมา พอมีเงินเก็บอาจจะหลักหมื่น หลักแสน หรือน้อยกว่านั้น กลับเป็นกลุ่มที่ยังถูกละเลย ไม่ได้รับคำแนะนำเพื่อให้เขาสามารถบริหารจัดการเงินเก็บของเขาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้มีโอกาสเข้าถึงบริการ คำแนะนำ และโพรดักท์กองทุนที่สะดวก ง่ายดาย และเท่าเทียมไม่ต่างกับที่นักลงทุนรายใหญ่ได้รับการดูแล ด้วยกระบวนการเช่นนี้จึงไปใช้วิธีการขายแบบเดิมๆ ไม่ได้”


ในปี23 นี้ เราจึงมุ่งสู่การเป็นธุรกิจที่ “ครองใจลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง” ภายใต้แนวคิดTop of Mind Investment House โดยจะให้ความสำคัญใน 5 ด้าน โดยเริ่มต้นจาก 1) มุ่งสร้างผลตอบแทน ด้วยการต่อยอดและพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการกองทุนให้ได้ผลตอบแทนที่โดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ 2) สร้างความน่าเชื่อถือ ผ่านการให้คำแนะนำที่เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา 3) ดูแลคู่ค้าอย่างเข้าใจ พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ตามโจทย์ของคู่ค้าแต่ละราย เพื่อนำไปเสนอขายให้ตรงใจผู้ลงทุน 4) บริหารพอร์ตให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์และสภาพคล่องให้กับลูกค้าผู้ลงทุนสถาบัน และ 5) ตัวช่วยวางแผนเกษียณ นำเสนอตัวเลือกที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายเกษียณให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ




“ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำควบคู่กับการบูรณาการด้าน ESG และครอบคลุมลูกค้าทั้ง 3 ธุรกิจ ทั้งธุรกิจกองทุนรวม ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล และธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงตัวแทนผู้จัดจำหน่าย ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของบลจ.กสิกรไทย  เพื่อช่วยยกระดับตลาดทุนไทย และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีความมั่งคั่งจากการลงทุนในกองทุนรวม อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วย ถ้าเราเป็น บลจ.อันดับ1 ในใจของผู้ลงทุน เรื่องของ AUM ก็จะตามมาเอง”



ปีนี้ตั้งเป้า
AUM โต 10% แตะ 1.55 ล้านล้านบาท...คงน้ำหนัก “หุ้น” ที่ Neutral ชู “หุ้นจีน-เอเชีย-ไทย’ เด่นสุด

เช่นเดียวกับ “สุรเดช เกียรติธนากร” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ที่มองว่า หากไม่เข้าใจลูกค้า เราจะเอาอะไรไปเสนอกับลูกค้า นั่นอาจจะเป็นการขายที่ไม่ตรงใจและตอบโจทย์นักลงทุนอย่างแท้จริง ดังนั้นหัวใจ คือ “ต้องเข้าใจลูกค้า” ว่าเขาต้องการอะไรเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป และเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการด้านการลงทุนได้ดีสะดวก ทั่วถึงและเท่าเทียมนั้น การพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งสำคัญ


(สุรเดช เกียรติธนากร)



“ในปีที่ผ่านมา บลจ.กสิกรไทย มีจำนวนผู้ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลทั้ง ‘K-PLUS และ K-My Funds เป็นจำนวน 357,086 ราย คิดเป็นสัดส่วน 43% จากจำนวนผู้ลงทุนทั้งหมด และสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ในทุกช่องทางรวมเป็นจำนวน 136,842 ราย นอกจากนี้ยังมี K-My PVD ที่ต่อไปจะช่วยให้สมาชิกสามารถวางแผนการเงินเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอกับชีวิตหลังเกษียณของตัวเองเพิ่มเติม โดยใช้กองทุนรวมปกติได้ด้วย”


ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 1.41 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจกองทุนรวม 9.93 แสนล้านบาท ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.34 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 1.88 แสนล้านบาท โดยยังครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม (ข้อมูลจาก บลจ.กสิกรไทย ณ 31 ธ.ค. 22) และในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ผลักดันให้สินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) โตอีก 10% ไปแตะระดับ 1.55 ล้านล้านบาท




สำหรับทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกนั้น “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์ และรักษาการ Chief Investment Officer สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย มองว่า การลงทุนปีนี้เหมือนซื้ออนาคต คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยแต่จะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยลง ในส่วนของ Recession คงไม่หนัก FED คงรอดูก่อนเช่นกัน ถ้าเกิด Recession ลึกกว่าคาดก็อาจจะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ ในส่วนของจีนถือเป็นยักษ์ตื่นและเศรษฐกิจสวนทางกับฝั่งสหรัฐและยุโรปชัดเจน เศรษฐกิจเติบโต, เงินเฟ้อต่ำ และดอกเบี้ยจีนลงมาตลอด หากดู “หุ้นทั่วโลก” ปัจจุบันมูลค่าดูดีมากทั่วโลก ดังนั้นหุ้นโลกอย่าหนีแต่ต้องเลือก ตัวอย่าง “หุ้นจีน” ราคาปัจจุบันจากสถิติถ้าลงทุนระดับนี้แล้วถือไป 24 เดือน มีอัพไซด์เฉลี่ยประมาณ 60%


(วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์)



“ภาพรวมของ หุ้น ปีนี้เรายังคงให้น้ำหนักเป็น ‘Neutral’ นั่นคือให้คงน้ำหนักหุ้นในพอร์ตไว้ไม่ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นและควรจะมี ถ้าพอร์ตคุณจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นไว้ 60% ปีนี้ก็ไม่ควรมีหุ้นต่ำกว่า 60% โดยหุ้นที่เราชอบได้แก่ หุ้นจีน ,เอเชีย และหุ้นไทย ในฝั่งตราสารหนี้ชอบ Investment Grade มากกว่า High Yield เพราะในช่วงที่เกิด Recession ตราสารหนี้กลุ่ม High Yield จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยยังคงอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนระยะสั้น-กลางเป็นสำคัญ ในส่วนของการลงทุนทางเลือกมีติดพอร์ตได้เพราะความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ซึ่งอาจทำให้ตลาดผันผวน แนะนำกลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์และทองคำ


โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนใช้หลัก “กระจายการลงทุน” เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงสินทรัพย์เดียว และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด โดยลงทุนผ่านกองทุนผสม ซึ่งเป็นกองทุนที่มีนโยบายที่เน้นกระจายการลงทุน ได้แก่ K-GINCOME, K-PLAN2, K-PLAN3 สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนเป็นรายกองเพื่อเพิ่มสัดส่วนให้กับพอร์ตการลงทุนด้วยตัวเอง ก็สามารถลงทุนในกองทุนที่สอดรับกับมุมมองข้างต้นได้เช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย กองทุนหุ้นต่างประเทศ ได้แก่ K-CHANGE, K-CHINA กองทุนหุ้นไทย ได้แก่ K-STAR กองทุนตราสารหนี้ ได้แก่ K-SF


“ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนผ่านการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average : DCA) ผ่าน App K-My Funds เพื่อเป็นการฝึกวินัยทางการเงินและส่งเสริมให้เกิดความมั่งคั่งในอนาคต”



“กองตราสารหนี้ระยะสั้น” ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก...“หุ้นไทย” ไม่ถูก คงเป้าปีนี้
1,800 จุด

ด้านตลาดตราสารหนี้ไทย “ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนตราสารหนี้) บลจ.กสิกรไทย มองว่า ปัจจุบันได้สะท้อนถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตที่ระดับประมาณ 2.00-2.25% แล้ว มองว่าการลงทุนในตราสารหนี้ไทยยังมีความน่าสนใจและอยู่ในระดับที่สามารถเข้าลงทุนได้ แต่ต้องมาดูก่อนว่า “วัฏจักรดอกเบี้ยของไทย” ปัจจุบันอยู่ตรงไหน เรามองว่าดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติจะขึ้นไปจบปีนี้ที่ 2.0% และในปีหน้าแม้สหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยลง ไทยก็คงยังไม่ลงตามเพราะระดับปัจจุบันก็ค่อนข้างต่ำที่สำคัญแบงก์ชาติไทยนอกจาก “เงินเฟ้อ” แล้วยังต้องคำนึงถึง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ของประเทศด้วย ดังนั้น มุมมองดอกเบี้ยค่อนข้าง “ทรงตัว”


(ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์)



“ด้วยมุมมองดังกล่าว ปีนี้การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นน่าจะให้ผลตอบแทนรวมที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อยลงทุนอายุเฉลี่ยของตราสารสั้นหน่อย
3-6 เดือน ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 0.25-0.45% เท่านั้น แต่ถ้ารับความเสี่ยงได้มากขึ้นขยับไปสู่ตราสารหนี้อายุเฉลี่ยระยะกลางไม่เกิน 1 ปี ก็จะเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า ในส่วของตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade ไม่น่ากังวลอะไร แต่ที่เป็นห่วย คือกลุ่มที่เป็น Non-Rated และ High Yield ที่เสนอขายกันให้ดอกเบี้ยสูงนั้น นักลงเองก็ต้องระมัดระวังว่าที่มาของผลตอบแทนนั้นมาจากอะไร”




ส่วนหุ้นไทยนั้น “ธิดาศิริ ศรีสมิต” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนตราสารทุน) บลจ.กสิกรไทย ยอมรับว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ คือโตเพียง 2.6% (จากเดิมคาดโต 3.2%) เท่านั้น ทำให้ปีนี้ตลาดน่าจะมีการปรับคาดการณ์การเติบโตลงมาเหลือ 3.2% (จากเดิมคาดโต 3.7%) เป็นผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ค่อนข้างอ่อนแอ ต้องดูว่าการท่องเที่ยวจะช่วยประคอวได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม และเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติ


(ธิดาศิริ ศรีสมิต)



“โดยมองเป้าหมายดัชนีปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,800 จุด แต่ขึ้นกับตัวแปรด้านส่งออกและท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เรามองกรอบล่างไว้ที่ระดับ 1,600 จุด น่าจะรับอยู่ ในส่วนของสถิติตลาดหุ้นไทยก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน และ 3 เดือน จะปรับขึ้นเฉลี่ย 1.7% และ 5.0% ตามลำดับ ด้วยความน่าจะเป็น  64% และ 73% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามหลังเลือกตั้ง 3 เดือน ตลาดมักปรับตัวลงเฉลี่ย -4.3% ด้วยความน่าจะเป็นไม่มากนัก 27% แต่นักลงทุนก็ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกันว่ามีโอกาสที่หลังเลือกตั้งตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงได้เช่นกัน”


ในวันนี้ ทิศทางการก้าวไปของ “บลจ.กสิกรไทย” ชัดเจนแล้ว พร้อมเปิดเกมรุกอย่างสร้างสรรค์ให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการใช้ “กองทุนรวม” เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้อย่างสะดวก ทั่วถึง และเท่าเทียม ขอเอา “นักลงทุน” เป็นตัวตั้ง พร้อมชูกลยุทธ์สู่แบรนด์ “กองทุนอันดับ 1 ในใจผู้ลงทุน” นั่นเอง

โต๊ะกองทุน Wealthythai