“Bank Crisis” ข่าวร้ายในข่าวดี คาดทำ FED ‘ชะลอขึ้นดอกเบี้ย’ “กองหุ้นสหรัฐ” ทรงไม่แบด 72% โชว์ผลตอบแทนบวก ด้าน “กองหุ้นยุโรป” เขียวยกแผง !!!
สาระ Fund วันละนิด: ในวันที่ทั่วโลกต่างจับตาดู “วิกฤติแบงก์” (Bank Crisis) ที่เกิดขึ้นในสหรัฐและยุโรปในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะกลายเป็นปัญหาลุกลามจนจุดชนวนเป็น “วิกฤติการเงินโลก” หรือไม่นั้น?
แอคชั่นจากผู้กำกับดูแลทำได้เร็วเรียกความมั่นใจกลับมาให้ตลาดได้ทันควัน ไม่ว่าจะในฝั่งสหรัฐที่เริ่มจาก Silicon Valley Bank (SVB), Silvergate, Signature Bank และล่าสุด First Republic Bank กำลังเป็นรายที่4 ในฝั่งยุโรปเองก็มี Credit Suisse โผล่ขึ้นมา เล่นเอานักลงทุนทั่วโลกหายใจไม่ทั่วท้องไปตามๆ กัน
แต่รู้หรือไม่ว่า?...ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา “หุ้นสหรัฐ” ทั้ง S&P500 และ Nasdaq100 ยังบวก +1.21% และ +4.83% ตามลำดับ และนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 16 มี.ค. 23) ทั้ง 2 ตลาดก็ยังให้ผลตอบแทนที่เป็น +3.56% และ +15.83% ตามลำดับ
หันมาดู “หุ้นยุโรป” กันบ้างในช่วง 5 วันย้อนหลัง EURO Stoxx600 ดิ่งไป -3.48% แต่หากนับตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันก็ยังบวกอยู่ +2.96%
ซึ่งดูทรงแล้ว “ไม่แบด” และแข็งแกร่งพอสมควร ทั้งที่เป็นศูนย์กลางของปัญหา
ตรงข้ามกับ “หุ้นไทย” ตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นดำดิ่งไปแล้วกว่า -6.83% ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย (แปลก...แต่จริง) !!!
นั่นจึงทำให้ภาพรวมของผลงานกลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” และ “กองหุ้นยุโรป” ตั้งแต่ต้นปีมา “ไม่ได้แย่อย่างที่คิด” ซึ่งทีมงาน ‘Wealthythai’ ได้รวบรวม Top-Bottom ทั้ง 3 อันดับเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

คาด “FED” ชะลอขึ้นดอกเบี้ยหลังเจอ “Bank Crisis”…ปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นคึกคัก
ช่วงที่ผ่านมา ตลาดกังวลต่อท่าทีของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) ที่ออกมาส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดในการกระชุมครั้งถัดไปในวันที่ 21-22 มี.ค. นี้ ซึ่งคาดว่าจะขึ้นถึง 0.5% จากระดับปัจจุบันที่ 4.75% นั่นก็เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกไประลอกหนึ่งแล้ว พลันที่ปัญหาของ SVB แบงก์จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกจับตาว่าจะกลายเป็น “Bank Crisis” ที่ลุกลามไปทั่วโลกหรือไม่นั้น?

“ตลาดกลับตอบรับในเชิงบวกหลังท่าทีการเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมองว่านี่อาจทำให้ FED ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปในรอบที่จะถึง ไมว่าจะเป็นการไม่ปรับขึ้นหรือการขึ้นน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ เหลือเพียง 0.25% ล้วนแต่จะกลายเป็น ‘ข่าวดี’ ต่อตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และล่าสุดยังพบว่างบดุลของ FED เพิ่มขึ้น 2.97 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้ตลาดประหลาดใจต่อทิศทางของนโยบายการเงินเช่นนี้ เพราะสะท้อนว่า FED กำลังอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดอีกครั้งนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในความพยายามในการเข้าไปแก้ปัญหาสภาพคล่องให้กับแบงก์ที่มีปัญหาอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะอย่างไรตลาดก็ตอบรับเชิงบวกไว้ก่อนแล้ว”
“กองหุ้นสหรัฐ” ส่วนใหญ่กว่า 72% โชว์ผลตอบแทนเป็นบวก…ด้าน “MEGA10RMF” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +14.30%
หันมาดูผลงานของกลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” และ “กองหุ้นยุโรป” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มี.ค. 23) กันบ้าน ต้องบอกว่าไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคาดคิดแต่ประการใด จากการสำรวจของทีมงาน ‘Wealthythai’ พบว่า จาก “กองหุ้นสหรัฐ” 95 กองนั้น มีถึง 68 กอง คิดเป็น 72% ที่มีผลตอบแทน ‘เป็นบวก’ ในขณะที่มีเพียง 27 กอง คิดเป็น 28% เท่านั้น ที่ผลตอบแทนยัง ‘ติดลบ’ โดยทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ -8.40% ถึง 14.30%
หากไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนที่มีกองทุนเดียวกัน พบว่า Top3 ที่มีผลงานดีสุดนั้น สามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า 10% ซึ่งทั้งหมดเป็นกองทุนที่มีโนยายลงทุนในหุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นหลัก นำมาโดย 1) MEGA10RMF ทำผลตอบแทนได้ +14.30% 2) BCAP-USND100 +11.04% และ 3) KKP NDQ100-H-F +10.79%
“ส่วน Bottom3 ที่ผลตอบแทนต่ำสุดของกลุ่มนั้น เป็นกลุ่มที่เน้นลงทุนในหุ้นสถาบันการเงินในสหรัฐเป็นสำคัญ ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบในเชิงบลบจากปัญหา Bank Crisis ในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง ประกอบไปด้วย 1) KWI USBANK-A ผลตอบแทนติดลบ -17.92%, 2) TUSFIN-A -8.88% และ 3) LHUSFIN-A -8.40%”

“กองหุ้นยุโรป” ตั้งแต่ต้นปีมาเขียวยกแผง ด้าน “SCBEUROPE(SSFE)” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +9.89%...แนะระยะสั้น “เลี่ยงลงทุน” หุ้นยุโรป แต่เป็นโอกาสสำหรับลงทุนระยะยาว
ด้านกลุ่ม “กองหุ้นยุโรป” มีทั้งหมด 47 กอง โชว์ผลงานเขียวยกแผง 100% ทุกกอง โดยทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 0.41 – 9.89%
โดยกองทุน Top3 ที่มีผลงานดีสุด ทำผลตอบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันได้มากกว่า 7% นำมาโดย 1) SCBEUROPE(SSFE) ทำผลตอบแทนได้ +9.89%, 2) M-EUBANK +8.92% และ 3) ASP-EUROPE QUALITY +7.54%
ส่วน Bottom3 ได้แก่ 1) SCBEUSM +0.41% 2) SCBEUEQ +1.66% และ 3) T-EuropeEQ +1.97%

(บดินทร์ พุทธอินทร์)
โดย “บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง มองว่า “Credit Suisse” เองนั้นประสบปัญหาต่อเนื่องมากตั้งแต่ปี 2021 จากประเด็นของ Archegos Capital Management และ Greensill Capital จนขาดทุนหนักติดต่อกัน 5 ไตรมาส และราคาหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง และได้ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในเดือนต.ค. 22 ที่ผ่านมา ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดมองว่าบริษัทมีโอกาสจะกลับมาพลิกฟื้นเป็นกำไรได้ในปี25 อย่างไรก็ตามบริษัทยังมี Tier 1 Capital Ratio 14.3% สูงกว่าเกณฑ์ของ Basel 3 ที่กำหนดไว้ที่ 8% สะท้อนว่าบริษัทยังคงมีเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูงอยู่
“ล่าสุดทาง ‘ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์’ ก็ได้ออกมาช่วยให้สภาพคล่องกับ ‘Credit Suisse’ แล้ว ซึ่งตลาดก็ตอบรับในเชิงบวกเพราะถือเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศสวิสเซอร์แลนด์และของยุโรปด้วยเช่นกัน คงจะปล่อยให้ล้มไปไม่ได้แต่ประการใด เข้าข่าย Too Big To Fail นั่นเอง”
แม้ทางการ “สหรัฐ” และ “สวิสเซอร์แลนด์” จะออกมาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นได้เร็ว อย่างไรก็ตามเราประเมินว่าตอนนี้ sentiment ตลาดยังค่อนข้างเปราะบางต่อข่าวในภาคธนาคารทั้งในสหรัฐและยุโรป ซึ่งส่งผลภาพรวมการลงทุนจะมีความผันผวนต่อไป รวมถึงยังคงต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยกันอย่างใกล้ชิด จึงแนะนำให้นักลงทุน “wait&see” การลงทุนในยุโรปไปก่อนสำหรับนักลงทุนระยะสั้น และเป็นโอกาสเข้าสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว
ในท่ามกลาง “วิกฤติแบงก์” หรือ “Bank Crisis” ในสหรัฐและยุโรปที่เกิดขึ้นนั้น กลับพบว่า “กองหุ้นสหรัฐ” และ “กองหุ้นยุโรป” ยังสามารถทำผลงานได้อย่างดีไม่ได้ย่อย่างที่ตลาดเป็นกังวล ตรงกันข้ามกับ “หุ้นไทย” ที่ดูไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร แต่กลับอ่อนไหวมาก “ดิ่งลงหนัก” กว่าคนต้นเรื่องเสียอีก
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
