คิดจะลงทุนในปี “ฉลู-2021”...ต้องมี ‘หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)’ ติดพอร์ต !!!
“เอเชีย” ถือเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นสุดในปี ‘ฉลู-2021’ นี้ มีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจดีกว่าภูมิภาคอื่นหลังจากการระบาดของไวรัส COVID-19
“เอเชีย” อยู่ในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ รวมถึงโอกาสการระบาดรอบ 2 น่าจะมีน้อยกว่าหรือเกิดขึ้นในวงจำกัด
และเป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกในปีนี้!!!
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
ชี้ “เอเชีย” ศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
โดย “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บอกว่า ‘เอเชีย’ เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มคนชนชั้นกลางที่จะเติบโตด้วยอัตราเร่งจากปัจจุบัน 2 พันล้าน เป็น 4 พันล้านในอีก 10 ปีข้างหน้า และการขยายตัวของพื้นที่เมือง ส่งผลให้เพิ่มอุปสงค์ด้านการบริโภค และความสามารถในการจับจ่าย สร้างความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการผลิต ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนา วิจัย และคิดค้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในทุกภาคส่วนของ ‘โลกเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)’ ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์
“ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยดังกล่าว จึงสร้างโอกาสให้กับกลุ่มธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่มคนชั้นกลางในเอเชีย ได้แก่ ธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการ กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการด้านสาธารณสุขไปจนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน”
นอกจากนี้ โครงสร้างทางการผลิตที่จะพัฒนาไปสู่การผลิตขั้นสูง ทำให้เกิดความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ ครอบคลุมแทบทุกภาคส่วน เช่น กลุ่มการผลิตอาหารและน้ำเพื่อการบริโภค กลุ่มพลังงานทดแทน การพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างสะดวกรวดเร็ว และเป็นส่วนบุคคลในการซื้อสินค้าและบริการ ดังจะเห็นได้จากธุรกิจค้าปลีก e-commerce เป็นต้น
ลั่น “เอเชีย” ภูมิภาคแห่งการเติบโต
เศรษฐกิจภูมิภาค “เอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)” น่าจะฟื้นตัวได้เร็วและแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นด้วยการสนับสนุนนโยบายการเงินจากธนาคารกลางและการคลังจากรัฐบาล และด้วยปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและภาระหนี้สาธารณะที่ไม่สูงเกินไปทำให้ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่มีความสามารถเพิ่มการใช้นโยบายการคลังและการเงินได้มากกว่าประเทศในภูมิภาคอื่น ตลอดจนผู้กำหนดนโยบายของประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบของไวรัส COVID-19 ต่อเศรษฐกิจ และออกมาตรกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” คาดการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียหดตัวน้อยกว่าภูมิภาคอื่น และมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดี
“ตลาดหุ้นเอเชีย เป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุน ที่สามารถคัดเลือกหุ้นคุณภาพ เติบโตสูง ในราคาที่เหมาะสม”
บริษัทมีมุมมองเชิงบวก ต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย หลังการป้องปรามของรัฐบาลจีนเพื่อสกัดการเก็งกำไรจากการใช้ Margin trading ของนักลงทุนภายในประเทศ รัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีเป้าหมายชัดเจน และมุ่งปรับเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจาก ‘OLD ECONOMY (อุตสาหกรรมดั้งเดิม)’ สู่ ‘NEW ECONOMY (อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย)’ ภายใต้นโยบาย MADE IN CHINA 2025 เพื่อให้จีนเป็นแหล่งอุตสาหกรรมก้าวหน้าชั้นนำของโลก รวมถึงเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ด้วยแผน AI2030
นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี 5G เป็นโอกาสการลงทุนในบริษัทเอเชียที่สามารถผลิตสินค้าและบริการที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนชั้นกลางที่เชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างผ่านทางเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา (Connected Consumers) รวมถึงการเปลี่ยนสภาพการอยู่อาศัยเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทในเอเชียที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน ที่จะได้ประโยชน์ ตั้งแต่บริษัทผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข จนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงผู้คนและสังคมเข้าด้วยกันมากยิ่งขึ้น
“การระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นตัวเร่งที่สำคัญทำให้เกิด ‘Digital Economy’ ในหลายธุรกิจ เช่น การทำงาน (work from home) การเรียนการสอน การแพทย์สาธารณสุข ธุรกิจบันเทิงออนไลน์ e-commerce จึงเป็นโอกาสดีที่จะลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของเอเชีย”
ชู ‘M-ATECH/MDIVA/MCHINA’ ...สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ด้วยมุมมองดังกล่าว บริษัทจึงเสนอการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่
- กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี เอเชีย เทคโนโลยี(M-ATECH) เป็นกองทุนประเภทFund of Funds ลงทุนผ่านกองทุนหลัก 2 กองทุน คือ กองทุน ‘Wellington Asia Technology’ ซึ่งบริหารโดย ‘Wellington Management Company’ และกองทุน ‘Invesco China Technology ETF’ ซึ่งบริหารโดย ‘Invesco Capital Management LLC’
“กองทุนมุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาวโดยลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ประกอบธุรกิจในภูมิภาคเอเชียที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก”
- กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ดิวิเดนด์ เอเชีย(MDIVA) เป็นกองทุนรวมตราสารทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในระยะยาว ทั้งในไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียมีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management คัดเลือกหุ้นคุณภาพดี อัตราการเติบโตสูง และที่มีศักยภาพให้อัตราผลตอบแทนรวมที่สูง หุ้นในกลุ่ม New Economy ที่ได้รับประโยชน์หรือได้รับผลกระทบน้อยจาก COVID19 อาทิเช่น หุ้นของบริษัท Software, Social Media, การศึกษา online, e-commerce, นวัตกรรมทางการแพทย์
“สำหรับ ‘กองทุน MDIVA’ แบ่ง Class จ่ายปันผลและสะสมมูลค่า เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินปันผล และผู้ที่ต้องการสะสมผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง”
- กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไชน่า อิควิตี้(MCHINA)มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Allianz China A-Shares’ ซึ่งเป็นกองทุนหลักบริหารโดย ‘Allianz Global Investors GmbH’ ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนที่มีความชำนาญในบริหารจัดการกองทุน พร้อมด้วยทีมงานวิจัยภาคสนามที่มีความเชี่ยวชาญ
“โดยเน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ที่มีคุณภาพดี (Quality) เติบโตสูง (Growth) และมีมูลค่าที่เหมาะสม (Valuation) นอกจากนี้ กองทุนนี้ยังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นได้ Overall Morningstar Rating 5 ดาว ในกลุ่ม China Equity”
“ปีฉลู-2021” นี้ ใครเชื่อมั่นศักยภาพการเติบโตของเอเชียและกำลังมองหาโอกาสการลงทุนอยู่ เชื่อเหลือเกินว่าทั้ง 3 กองทุนจาก ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ นี้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คุณได้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
