“Term Fund” ไตรมาสแรกขายคึกคัก-แชมป์เงินไหลเข้ามากสุด 4.8 หมื่นล้านบาท... ส่วน “กองตราสารหนี้โลก” เงินทะลักรับ ‘Yield สูง-ดักดอกเบี้ยขาลง’ !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของ “กองทุนรวมไทย” ในไตรมาสที่1/23 กันบ้าง
หลังจากปีก่อนที่ตลาดทั่วโลกไม่ดีเท่าไรนักก็เห็นสัญญาณฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า “กองทุนรวมไทย” (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund) มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 3.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า
โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นเงินที่ไหลเข้าทั้งในส่วนของ “กองตราสารหนี้” และ “กองทุนหุ้น” รวมกันกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ส่วนแนวโน้มการเติบโตในปีนี้ยังคงต้องจับตาดูใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังจะทำให้ตลาดผันผวนได้ตลอดเวลา
ทิศทางเงินลงทุนในช่วงไตรมาสที่1/23 เป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย

ไตรมาส1/23 “เงินไหลออก” จาก “กองตราสารหนี้ทั่วไป”...ไหลเข้า “Term Fund”
จากรายงานของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า ในช่วงไตรมาส1/23 นั้น พบว่าในภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนไทยมี “เงินไหลออกสุทธิจากกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป” โดย “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ 3.9 แสนล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าราว 2.0% โดยมีเงินไหลออกสุทธิ 9 พันล้านบาท ไหลออกต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 5 เช่นเดียวกับ “กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว” (Mid/Long-term bond) ที่มีเงินไหลออกสุทธิ 3.9 พันล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินลดลง 1.2% จากสิ้นปีที่แล้ว
“ด้าน ‘กองทุน Flexible Bond’ ที่มีการลงทุนตราสารหนี้ในประเทศและต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดในไตรมาสแรกรวม 3.0 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินจาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ เกือบ 2 หมื่นล้านบาท โดยรวมกองทุนกลุ่มนี้มีมูลค่าทรัพย์สินหดตัวลง 10.0% จากไตรมาสก่อนหน้า ลงไปอยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท”
ในขณะที่ “กองทุน Term Fund มีเงินไหลเข้าสูงต่อเนื่องจากกองทุนเปิดใหม่” ทำให้ในไตรมาสที่1/23 เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดกว่ามูลค่า 4.8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินพุ่งขึ้นเกือบ 32% จากสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม “Capital Protected Fix Term” มีเงินไหลเข้าเป็นอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากกองทุนของ “บลจ.ไทยพาณิชย์” ที่เปิดใหม่รวม 11 กองทุน
ส่วน “กองทุนตปท.” เงินไหลเข้า “กองตราสารหนี้โลก” มากสุดกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท...ด้าน “กองหุ้นญี่ปุ่น” เงินไหลออกมากสุด 2.3 พันล้านบาท
ทั้งนี้หากโฟกัสเฉพาะกลุ่ม “กองทุนต่างประเทศ” (ไม่รวม Term Fund) จะพบว่า เงินยังไหลเข้าทั้งในส่วนของกองทุนตราสารหนี้และกองทุนหุ้น โดย “กองตราสารหนี้โลก” (Global Bond) กลับมามีเงินไหลเข้าสุทธิในรอบเกือบ 2 ปี และเป็นกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดในไตรมาสแรกอีกด้วย หลังจากที่เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิต่อเนื่องราว 2 ปี ในไตรมาสที่ผ่านมากลับเป็นกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดของกลุ่มการลงทุนต่างประเทศที่ไม่รวม term fund ที่มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือ 27.2% จากไตรมาสก่อนไปอยู่ที่ 6.4 หมื่นล้านบาท
“ซึ่งคาดว่ากระแสเงินลงทุนยังจะไหลเข้าต่อเนื่องจากดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับที่สูงและมีโอกาสจะปรับลงได้ในปีหน้า ซึ่งกลุ่ม ‘กองตราสารหนี้โลก’ มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนค่อนข้างยาวจะได้ประโยชน์ตรงนี้มากกว่า จึงทำให้นักลงทุนหันกลับมาสนใจอีกครั้งนั่นเอง”

ส่วน “กองหุ้นญี่ปุ่น” เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดกว่า 2.3 พันล้านบาท คิดเป็น organic growth -12% มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ‘กองหุ้นญี่ปุ่น’ เป็นเพียงกองทุนกลุ่มเดียวที่ยังมีผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกได้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ย +0.9% และ YTD +5.8% ซึ่งอาจเป็นผลจากนโยบายการเงินที่พิเศษแตกต่างจากประเทศอื่น เมื่อมีผลตอบแทนที่ดีก็เป็นจังหวะให้นักลงทุนขายทำกำไรออกมาได้เช่นกัน
“บลจ.เอไอเอ” แชมป์เงินไหลเข้าสุทธิมากสุดไตรมาส1/23 กว่า 2.6 พันล้านบาท
สำหรับ Top5 บลจ.ที่มีเงินไหลเข้ามากสุด (ไม่รวม Term Fund) นำมาโดย อันดับ1) “บลจ.เอไอเอ (ปทท.)” มีเงินไหลเข้า 2.6 พันล้านบาท คิดเป็น organic growth rate ที่ 5.1% โดยราว 70% จากมูลค่าดังกล่าวมาจากเงินไหลเข้ากองทุนผสม

“ตามมาด้วยอันดับ 2) ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ และ 3) ‘บลจ.เกียรตินาคินภัทร’ มีภาพที่ค่อนข้างคล้ายกันในแง่ของมูลค่าเงินไหลเข้า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และ organic growth โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิระดับ 1.6 พันล้าน ซึ่งทั้งสองแห่งมีเงินไหลเข้าจากกองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก บลจ.ยูโอบีมีเงินไหลเข้าในกองทุน United Global Income Strategic Bond N ที่ระดับ 3 พันล้านบาท ขณะที่บลจ.เกียรตินาคินภัทรมีเงินไหลเข้ากองทุน KKP Fixed Income Plus เป็นหลักราว 1 พันล้านบาท ตามมาด้วย 4) ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ไหลเข้าสุทธิ 1.3 พันล้านบาท และ 5) ‘บลจ.บางกอกแคปปิตอล’ ไหลเข้าสุทธิ 744 ล้านบาท”
“บลจ.ไทยพาณิชย์” กับ “บลจ.กสิกรไทย” เงินไหลออกสุทธิมากสุดไตรมาสที่1/23 ทะลุ “หมื่นล้านบาท”
ด้านเงินไหลออกสุทธิในไตรมาสที่1/23 นั้น พบว่ามาจากฝั่งบลจ.รายใหญ่ในอุตสาหกรรมทั้งสิ้น โดยบลจ.ที่มีเงินไหลออกมากสุด 5 อันดับแรกนั้น นำมา อันดับ1) “บลจ.ไทยพาณิชย์” และ 2) “บลจ.กสิกรไทย” ที่มีเงินไหลออกสุทธิมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยมีตัวเลขไหลออกสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท และ 1.3 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

“ตามมาด้วย อันดับ3) ‘บลจ.กรุงศรี’ ไหลออกสุทธิ 6.2 พันล้านบาท 4) ‘บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย)’ ไหลออกสุทธิ 5.3 พันล้านบาท และ 5) ‘บลจ.บัวหลวง’ มีเงินไหลออกสุทธิ 4.9 พันล้านบาท ทั้ง 3 บลจ. มีเงินไหลออกสุทธิที่มูลค่าใกล้เคียงกัน โดยบลจ.รายใหญ่เหล่านี้มีลักษณะการไหลออกของเงิน ‘กองทุนตราสารหนี้’ หรือ ‘กองตราสารตลาดเงิน’ (Money Market) ขณะที่มีการเปิดขาย ‘กองทุน Term Fund’ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของ “กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออก” ในช่วงไตรมาสที่1/23 ที่ผ่านมา ที่ยังคงมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิโดยรวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท เป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีของ “กองทุนรวมไทย” ในไตรมาสแรกเลยทีเดียว ส่วนช่วงที่เหลือยังคงต้องจับตาดูใกล้ชิดต่อไป เพราะปัจจัยลบระดับโลกก็ยังคงอยู่พร้อมเขย่าตลาดการลงทุนได้ทุกเมื่อเช่นเดียวกัน
