ชอบการเติบโต-ราคาไม่แพงต้อง “หุ้นจีน”... ดัก ‘จุดจบ’ ดอกเบี้ยขาขึ้นไป “หุ้นสหรัฐ” !!!
Fun of Funds: ปีนี้เป็นการกลับมาของ “หุ้นจีน” อย่างแท้จริง เป็นตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกมีมุมมองเชิงบวกพร้อมการฟื้นตัวครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจจีนหลังการเปิดประเทศเร็วกว่าคาด ส่งให้ GDP ไตรมาสแรกโตถึง 4.5% จาก 2.9% ในไตรมาสที่4/22 และน่าจะโตทะลุ 5% ได้ตามเป้าไม่ยากเย็นอะไรในปีนี้
เงินเฟ้อต่ำหนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นภาพที่ตรงข้ามกับทางสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ “หุ้นจีน” เป็นหนึ่งในพิกัดการลงทุนที่โดดเด่นในปีนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
“หุ้นจีน” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 พ.ค. 23) หุ้น A-Share บวก +4.5% ส่วนหุ้น H-Share +0.93% และตลาดมองถึงอัพไซด์ที่ยังคงเปิดกว้างในระดับตัวเลข 2 หลัก
อีกตลาดที่ยังคงเดินหน้าบวกท่ามกลางวิกฤติก็คือ “หุ้นสหรัฐ” และเป็นหนึ่งในตลาดที่ไม่อาจละเลยได้เช่นกัน ตั้งแต่ต้นปีดัชนี S&P500 บวกมาแล้วกว่า +8.16% เลยทีเดียว
ทั้ง 2 ตลาด “หุ้นจีน” และ “หุ้นสหรัฐ” ถือว่ามีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน ตามไปค้นหาคำตอบกับทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ จากผู้เชี่ยวชาญในวงการพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นจีน” แนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ…“กำไรโตดี-ราคาถูก”
โดย “David Hanzl” Head of Wholesale APAC, abrdn plc มองว่า ปีนี้ตลาดหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่ โดยประเทศน่าสนใจเป็นพิเศษคือ “จีน” เนื่องจากการบริโภคกำลังฟื้นตัวที่ได้รับอานสงส์จากการเปิดประเทศหลัง COVID-19 รวมถึงการที่จีนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อเหมือนสหรัฐและยุโรป และการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนปีนี้เติบโตในอัตราที่สูง โดยตลาดที่น่าสนใจจะเป็น “A-Share” การขยายตัวของชนชั้นกลางที่เติบโต มีรายได้มากขึ้นก็พร้อมจับจ่ายใช้สอบมากขึ้น เลือกสินค้าบริการที่ดีขึ้น โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ Healthcare เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ

(David Hanzl)
“หุ้นจีนยังน่าสนใจ รับอานิสงส์เปิดประเทศ เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง, Valuation ยังถูก และอัตรากำไรต่อหุ้นยังเติบโตสูง บางบริษัทก็จดทะเบียนทั้งตลาด A-Share และ H-Share ซึ่งความแตกต่างของราคาหุ้นในทั้ง 2 ตลาดบางครั้งก็เป็นโอกาสในการลงทุนได้เช่นกันสำหรับกองทุนของบริษัทที่ลงทุนในหุ้นจีนทั้ง 2 ตลาด แต่โดยภาพรวมแล้วหุ้นจีนถือว่าน่าสนใจในปีนี้”
“หุ้น S&P500” น่าสนใจ...แนวโน้มยัง Sideway Up
ในขณะที่ “หุ้นสหรัฐ” เองก็ถูกกลับมาจับตามองอีกครั้งหลังใกล้จบดอกเบี้ยขาขึ้น
โดย “ดารบุษป์ ปภาพจน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง มองว่า หลังจาก “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) มีมติขึ้นดอกเบี้ยฯ 0.25% ตามที่ตลาดคาดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปีตาม Dot Plots ล่าสุดที่ทาง Fed ได้ประเมินอัตราดอกเบี้ยสิ้นปีไว้ที่ 5.25% โดยหากวิเคราะห์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวเพิ่มขึ้น โดย GDP ไตรมาสที่ 1/23 ที่ประกาศออกมาถึงแม้จะขยายตัวได้ 1.6% (YoY) แต่หากดูการเติบโตเทียบไตรมาสต่อไตรมาสหรือ (QoQ) จะพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้าเท่านั้น และหากไปดูข้อมูลจาก Bloomberg Consensus จะพบว่าการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 0.3% ในไตรมาสที่ 2/23 และ -0.6% , -0.3% ในไตรมาสที่3 และ 4 ตามลำดับ

(ดารบุษป์ ปภาพจน์)
“สอดคล้องกับมุมมองของเราที่เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยได้บาง ๆ หรือ (Shallow) Recession ในช่วง 3-6 เดือนต่อจากนี้ อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Fed ต้องกลับมาลดดอกเบี้ยในช่วงปลายไตรมาส3 หรือต้นไตรมาส 4 เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวรุนแรง การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้าเราประเมินว่ายังคงน่าสนใจ ถึงแม้สหรัฐอาจเผชิญเศรษฐกิจถดถอยได้แบบบาง ๆ แต่ Fed ก็อาจจะกลับมาลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นตัวที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ความเปราะบางด้านตลาดการเงินยังคงมีอยู่ ซึ่งผลต่อสถาบันการเงินในสหรัฐยิ่งเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Fed อาจมีการลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด อาจเป็น Good News on Bad News ในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตามเราประเมินว่าดัชนี ‘S&P500’ อาจไม่ได้ขึ้นแรงแบบช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่บวกมาแล้วกว่า 16% แต่จะเป็นภาพของ Sideway Up ต่อจากนี้ แต่ก็ยังคงน่าสนใจลงทุนอยู่นั่นเอง”
การจะลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งถือว่ามี “ความเสี่ยง” ดังนั้น การ “กระจายการลงทุน” ยังถือเป็นกุญแจสำคัญในการลงทุน สำหรับ “หุ้นจีน” และ “หุ้นสหรัฐ” เองถือว่ามีความน่าสนใจที่แตกต่างกัน แต่ก็เป้นตลาดที่ละเลยไม่ได้ทั้งคู่ สามารถนำมาจัดไว้ในพอร์ตการลงทุนได้ทั้งคู่เลยทีเดียว
