แนะทยอยสะสม “สินทรัพย์คุณภาพ” (ตราสารหนี้-หุ้นเทคฯ-เฮลธ์แคร์-จีน-เวียดนาม)... สร้างรีเทิร์นรับ Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย !!!
Fun of Funds: ในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวนจากสารพัดปัจจัย จากสารพัดปัจจัยลบที่มรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป, เพดานหนี้สหรัฐ หรือความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น
แต่ “ความผันผวน” ก็มาพร้อมกับโอกาสในการลงทุนเช่นกัน
ในภาวะเช่นนี้ “Complex Return Fund” ซึ่งเป็นกลุ่มตราสารที่มีความซับซ้อนก็เป็นทางเลือกที่เข้ามาตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วย “จุดเด่น” ที่จำกัดความเสี่ยงในขาลง ในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสลุ้นรับผลตามเงื่อนไขการลงทุนได้อีกทางหนึ่งด้วย
จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มกองทุนได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่ก็ชอบที่จะลุ้นเป็นอย่างดี
รวมถึงกลุ่ม “สินทรัพย์ที่มีคุณภาพ” เองก็เหมาะสำหรับการลงทุนรับจังหวะที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะยุติดอกเบี้ยขาขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
เรื่องราวจะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“Complex Return”...ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง-พร้อมลุ้นผลตอบแทน
โดย “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ มองว่า ในช่วงที่ตลาดระยะสั้นยังมีความผันผวน การลงทุนในธีม “Complex Return” เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ช่วย “จำกัดความเสี่ยงขาลง” (downside risk) จากการลงทุน พร้อมโอกาสลุ้นรับผลตอบแทนตามเงื่อนไขการลงทุนอีกด้วย โดยโครงสร้างของ “Complex Return” นั้น จะเป็นกองทุนที่มีอายุโครงการแน่นอน แบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน โดย ส่วนแรก ซึ่งเป็นเงินลงทุนส่วนใหญ่จะลงทุนตราสารหนี้คุณภาพ (Investment Grade) เป้าหมายครบอายุให้เงินเติบโตเป็น 100% ของเงินทั้งหมด และส่วนที่2 ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือซึ่งเป็นเงินส่วนน้อยลงทุนในสัญญาออปชั่น ที่จ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับระดับดัชนีอ้างอิง (Index Level) ตามเงื่อนไข เป็นส่วนลุ้นผลตอบแทนเอา ซึ่งเงื่อนไขก็แล้วแต่การออกแบบของแต่ละกองทุนเป็นสำคัญ

(พจน์ หะริณสุต)
“ภาพการลงทุนยังมีความผันผวนเป็นระยะๆ การลงทุนทางเลือกที่เหมาะสำหรับสภาพตลาดในช่วงนี้ คือ ธีมการลงทุนที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (downside risk) หรือ ‘Complex Return’ จึงเป็นธีมการลงทุนที่น่าจะตอบโจทย์ภาวะตลาดในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี”
ชู “สินทรัพย์คุณภาพสูง” (ตราสารหนี้-หุ้นเทคฯ-เฮลธ์แคร์-จีน-เวียดนาม)... สร้างรีเทิร์นรับ Fed “หยุดขึ้นดอกเบี้ย”
ด้าน “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” ผู้อำนวยการอาวุโสที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ มองว่า หลังจาก “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 10 อีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 5-5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี2006 นักลงทุนในตลาดต่างคาดการณ์ว่าหลังจากนี้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวไว้ หรืออาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะกับการลงทุนในกลุ่ม
“สินทรัพย์คุณภาพสูง” ได้แก่ ตราสารหนี้ หุ้นเทคฯ เฮลธ์ฯ จีน เวียดนาม ที่ "ราคาปรับตัวลดลงมาแรง" ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากความกังวลต่อภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะมักสร้างผลตอบแทนเด่นช่วงดอกเบี้ยขาลง เศรษฐกิจถดถอย แถมรายได้มีแนวโน้มเติบโตตามเมกะเทรนด์

(ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์)
โดยมีธีมการลงทุนที่น่าสนใจน่าทยอยสะสมดังต่อไปนี้
1.สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากการ"หยุดขึ้นดอกเบี้ย" และ "ภาวะดอกเบี้ยขาลง" ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่
1.1 พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่มระดับลงทุน (investment grade) ซึ่งให้อัตราผลตอบแทน (Yield) อยู่ในระดับที่น่าสนใจและราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ดี หากอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาลงในอนาคต
1.2 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) ที่ราคาหุ้นได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวแรงเมื่อเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยหุ้นกลุ่ม Technology ที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่รายได้ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างสม่ำเสมอตามเทรนด์ Digital Transformation เช่น กลุ่มคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud computing) และความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)
2.หุ้นกลุ่มสู้เศรษฐกิจถดถอย(Recession Fighter) ได้แก่ “หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์” (Healthcare) ที่มีอัตราการเติบโตสม่ำเสมอตามเมกะเทรนด์ (Megatrends) สังคมผู้สูงอายุและเป็นกลุ่มผู้ผลิตนวัตกรรมการแพทย์ เช่น Biotechnology และ Digital Health โดยหุ้นเฮลธ์แคร์อยู่ในหุ้นกลุ่ม "Quality growth" ที่มีความแข็งแกร่งของกำไร กระแสเงินสดดี และที่สำคัญคือ ผลประกอบการยังสามารถเติบโตได้ แม้จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
3.หุ้นประเทศที่เศรษฐกิจดี- กำไร บจ.โตสูง ราคาหุ้นไม่แพง (High potential growth countries) ได้แก่
3.1 ตลาดหุ้นจีน ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากการเปิดประเทศ (Re-opening) เศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบและมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ GDP ของจีนมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 5% ในปีนี้ ทั้งนี้ ควรเลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Megatrends และได้รับการสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลจีน เช่น กลุ่มอุปโภคบริโภค (Consumer) และ พลังงานสะอาด (Clean energy)
3.2 ตลาดหุ้นเวียดนาม ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 6% ในปีนี้จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวและมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในช่วงตลาดมีความผันผวน “Complex Return” ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และในทุกวงจรเศรษฐกิจก็มีสินทรัพย์ให้ลงทุนได้เช่นกัน จังหวะที่ Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยและมีโอกาสหั่นดอกเบี้ยลงในอนาคตตเช่นนี้ กลุ่ม “สินทรัพย์คุณภาพสูง” ทั้งตราสารหนี้คุณภาพ, หุ้นเทคฯ, หุ้นเฮลธ์แคร์, หุ้นจีน และหุ้นเวียดนาม ก็ไม่ควรมองข้ามเช่นเดียวกัน
