Official Update :

สถิติฟ้องช่วง “Recession” ลงทุน “ตราสารหนี้” ดีสุด... ถ้า “หุ้น” ชูธีม “Healthcare” เด่นสุด-โตได้แม้ “ศก.ถดถอย” !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพาไปส่องผลงานกลุ่ม “กองหุ้นสุขภาพ” หรือ “Healthcare Fund” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงของ “วิกฤติ COVID-19” กัน


ถือว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกในภาพรวมไม่สดใสเท่าไรนัก จากมาตรการคุมเข้ม COVID-19 ทั่วโลก แต่ ‘กอง Healthcare’ ทั้ง 28 กองก็ยังโชว์ผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีเฉลี่ย 5.65% ต่อปี


ปัจจุบันความกังวลต่อการที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) ก็ยังคงมีอยู่ แม้จะตลาดเดิมจะมองว่าไม่น่าจะรุนแรงอะไรนักก็ตาม แต่ถ้าเจอปัญหาเพดาหนี้เข้าให้อาจดึงให้ดีกรีความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน


และ “Healthcare” ก็เป็นหนึ่งในธีมลงทุนฝ่า Recession ที่ทั่วโลกแนะนำกัน


ผลงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของ ‘กอง Healthcare” เป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


สถิติฟ้อง
“ตราสารหนี้” ดีสุดช่วง “Recession”...แต่ “หุ้น” ก็มีโอกาสเช่นเดียวกัน

จากรายงานของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ระบุว่า ในอดีตที่เกิด “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ใน 8 ครั้ง พบว่า “ตลาดหุ้น” จะปรับลดลงถึง 5 ครั้ง อย่างเช่น Financial crisis ปี 2007-09 เฉลี่ยแล้วตลาดหุ้นปรับลดลงถึง 24% ต่อปี ซึ่งเศรษฐกิจที่อ่อนแอย่อมทำให้ความต้องการสินค้าและบริการปรับลดลงและส่งผลกระทบต่อกำไรของภาคธุรกิจนั่นเอง ขณะที่ “ตลาดตราหนี้” มักจะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอยจากการที่ “ธนาคารกลาง” มักจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในภาวะดังกล่าวซึ่งส่งผลต่อราคาของตราสารหนี้นั้นปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เงินสดและตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงทำให้เป็นที่นิยมลงทุนในช่วงเศรษฐกิจผันผวน



“
อย่างไรก็ดีในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอยช่วงปี 1980, 1981-1982, 1990-1991 ‘ตลาดหุ้น’ และ ‘ตราสารหนี้คุณภาพดี’ กลับให้ผลตอบแทนได้ดีทั้งคู่ โดยในปี 1980 หรือที่เรียกกันว่า Double-dip recession ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามอิรัก-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกือบถึง 14% ในช่วงดังกล่าว ส่งผลให้ ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่ออัตราว่างงานและเศรษฐกิจถดถอยตามมา อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นดูเหมือนจะมองข้ามข่าวร้ายและคาดหวังต่อการหยุดขึ้นดอกเบี้ยรวมถึงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในอนาคตทำให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นได้ดีในช่วงนั้น”


นอกจากนี้พอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนอย่างเช่นการลงทุนใน ‘หุ้น’ และ ‘ตราสารหนี้’ ผสมกัน หรือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ พบว่าความผันผวนและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพอร์ตลงทุนนั้นน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น 100% 


ตัวอย่าง หากลงทุนด้วยน้ำหนัก 60% ในหุ้น U.S. large-cap ร่วมกับลงทุนอีก 40% ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พอร์ตการลงทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนใน High-yield bonds หรือหุ้นขนาดเล็ก รวมถึงสินทรัพย์ Commodity อื่นๆ


“
หุ้น Healthcare” ทางเลือกฝ่า Recession…Top3 “กอง Healthcare” โชว์ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีเฉลี่ย +8.41% ต่อปี

จากการสำรวจผลงานของกลุ่ม “กอง Healthcare” ที่มีผลงานถึง 3 ปี ทั้ง 28 กอง พบว่ามีเพียง 1 กองที่ผลตอบแทน ‘ติดลบ’ นอกนั้นเป็น ‘บวก’ ทั้งสิ้น โดยทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +5.65% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้เป็นช่วงของ “วิกฤติ COVID-19” ด้วยเช่นกัน


โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด 3 อันดับแรก (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักที่เหมือนกัน) ช่วงย้อนหลัง 3 ปี ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +8.41% ต่อปี นำมาโดย


อันดับ1) “KWI HCARE-A” ของบลจ.เคดับบลิวไอ ทำผลตอบแทน 3 ปี ได้ +8.56% ต่อปี ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Manulife Global Fund – Healthcare Fund (Class AA)’ ที่บริหารจัดการโดย Manulife Investment Management (US) LLC


2) “KFHEALTH-A” ของบลจ.กรุงศรี ทำได้ +8.47% ต่อปี ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds - Global Healthcare Fund, Class C (acc) – USD’ บริหารจัดการโดย PMorgan Asset Management (Europe) S.a.r.l


3) “K-GHEALTH(UH)” ของบลจ.กสิกรไทย ทำได้ +8.19% ต่อปี ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund, Class A (acc) – USD’ บริหารจัดการโดย JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l.



ส่วน Bottom3 ท้ายตารางนั้น ประกอบด้วย

  1. “TGHDIGI” ของบลจ.ทิสโก้ ทำผลตอบแทน 3 ปี ติดลบ -5.11% ต่อปี ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Credit Suisse (Lux) Digital Health Equity’ ชนิดหน่วยลงทุน MB USD บริหารและจัดการโดย Credit Suisse Fund Management S.A.

  2. “UGH” ของบลจ.ยูโอบี ทำได้  +2.23% ต่อปี ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘United Global Healthcare Fund’ บริหารจัดการโดย UOB Asset Management Limited

  3. “ASP-IHEALTH” ของบลจ.แอสเซท พลัส ทำได้ +2.86% ต่อปี เป็น Fund of Funds ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มดิจิทัลเฮลธ์ (Digital Health) และ/หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเภสัชกรรมโดยตรง (รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ) และ/หรือ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ


ใน
“ทุกวงจรเศรษฐกิจ” ก็จะมีสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนแตกต่างกันไป ในส่วนของ “หุ้น” เองนั้น ช่วงที่เกิด “Recession” หุ้นที่เหมาะสมก็จะเป็นกลุ่มหุ้น Defensive เป็นสำคัญ ซึ่งนั่นทำให้ธีม “Healthcare” เป็นหนึ่งในหุ้นที่ลงทุนได้แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยก็ตาม ซึ่งจริงๆ แล้วหุ้นกลุ่มนี้สามารถลงทุนได้ยาวๆ ในทุกวงจรเศรษฐกิจเลยทีเดียวและจัดเป็นหนึ่งใน “Megatrend” หนึ่งของโลกที่เคียงคู่กับการมาของ “สังคมผู้สูงอายุ” จึงทำให้กลุ่ม ‘กอง Healthcare’ เป็นตัวเลือกที่ดีในช่วง Recession นั่นเอง


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
TIPAK ปลื้ม IPO กระแสแรง จ่อเข้าเทรด SET 5 ต.ค.นี้ ปรับเพิ่มนโยบายปันผลเป็น 50% ทุ่ม 100 ลบ. อัปเกรดโรงงานหนุนโต
Updated 1 day ago
Stock of the Day
EA ปั้น PCM จากปาล์มน้ำมัน ตั้งเป้า 3 ปี รายได้แตะ 100 ลบ. เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ จับตาโครงการใหม่ทยอยรับรู้ปี 70
Updated 1 day ago
Wealth EZ
รัฐบาลก็ผิดนัดชำระหนี้ได้ 3 บทเรียนจาก Argentina, Russia และ Greece
Updated 1 day ago
News Highlight
ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขาย หุ้น F&D
Updated 1 day ago
News Highlight
อินฟินีออนปักหมุดไทย เปิดฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Backend แห่งใหม่ เสริมความยืดหยุ่น และขีดความสามารถของเครือข่ายการผลิตระดับโลก
Updated 1 day ago
Follow Us