Official Update :

“ความผันผวนระยะสั้น”...ไม่บั่นทอนความน่าสนใจ “หุ้นจีน&เทคโนโลยีทั่วโลก” ในระยะยาว !!!

การลงทุนในปีนี้ค่อนข้างจะมีความผันผวนสูง หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดีในปีที่ผ่านมา จนทำให้หลายตลาดราคาค่อนข้างตึงตัวแล้ว


แต่ด้วยดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำก็ชดเชยทำให้ตลาดสามารถยืนที่ราคา P/E ค่อนข้างสูงเช่นนี้ได้ แต่แน่นอนในระหว่างทาง ความผันผวนก็ดูจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน


แม้แต่ หุ้นจีน และหุ้นเทคโนโลยีที่เป็นดาวเด่นของปีนี้ ก็ยังได้รับผลกระทบในระยะสั้นไปด้วย แต่ทาง บลจ.กสิกรไทยเองนั้น ยังมั่นใจต่อทิศทางการเติบโตในระยะยาวของหุ้นทั้ง 2 ธีมนี้อยู่เช่นเดิม


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาอัพเดทกันเช่นเคย



มอง
หุ้นจีน” & “หุ้นเทคฯผันผวนระยะสั้น...มั่นใจแนวโน้มระยะยาวยังสดใส

โดย นาวิน อินทรสมบัติ” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด บอกว่า แม้ว่า หุ้นจีน เผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยกดดันระยะสั้น ทำให้ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทยังคงแนะนำให้เข้าลงทุนในกองทุน K-CHINA’ ได้ เนื่องจากจีนยังมีการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังของจีนมีความเข้มงวดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Policy Normalization) ซึ่งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว 


เช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับขึ้นแรงจากคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการโยกเงินจากหุ้นกลุ่มที่ซื้อขายในระดับราคาสูง (High Multiple Growth) เช่น กลุ่มไอที, ผู้ผลิต EV หรือกลุ่มธุรกิจสุภาพ ไปสู่หุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว (Cyclical หรือ Value) เช่น กลุ่มผู้ผลิตรถ, วัตถุดิบ และพลังงาน 



(นาวิน อินทรสมบัติ)



บริษัทมองว่าผลกระทบดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยในระยะสั้น ซึ่งยังคงแนะนำให้เข้าลงทุนในกองทุน K-USXNDQ-A(D)’ ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในยุค New Normal ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ และจะยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อไปในระยะยาว


นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การลงทุนที่ท้าทาย จากตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงความผันผวนจากหลายปัจจัย ทำให้การป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตในปัจจุบันทำได้ยากขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงแนะนำให้เข้าลงทุนในกองทุน K-GA’ เพื่อกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ Traditional และ Non-traditional เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สภาพคล่องที่ล้นตลาด และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ GDP 



เตรียมปันผล
3 ‘กอง FIF’ พร้อมกันวันที่ 15 มี.. นี้

บริษัทเตรียมจ่ายปันผลให้แก่ลูกค้าผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศ จำนวน 3 กองทุน ได้แก่ 

-กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน (K-CHINA) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 .. 20- 28 .. 21 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย 

สำหรับกองทุน K-CHINA’ เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds - China Fund, Class JPM China I (acc) – USD’ ที่เน้นลงทุนหุ้นจีนในทุกตลาดทั่วโลก (All China) ได้แก่ หุ้นจีน A-Share, H-Share และหุ้นจีนที่จดทะเบียนในอเมริกา (ADR) ครอบคลุมทั้งหุ้นเติบโต (Growth) คุณภาพสูง (High Quality) และอยู่ในกลุ่มธุรกิจใหม่ (New Economy) อาทิ Tencent, Alibaba และ Meituan-Dianping 


โดยกองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีการจ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง เป็นเงิน 5.25 บาท และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 3.32% ต่อปี


-กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส ดัชนีเอ็นดีคิว 100-A ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-USXNDQ-A(D)) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มี.. 20 - 28 .. 21 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหน่วย 

ส่วนกองทุน K-USXNDQ-A(D)’ มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco QQQ Trust, Series 1 – USD’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทชั้นนำในสหรัฐโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง NASDAQ-100 


โดยกองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีการจ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 30 ครั้ง เป็นเงิน 9.70 บาท และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.26% ต่อปี


-กองทุนเปิดเค โกลบอล แอลโลเคชั่น (K-GA) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มิ.. 20- 28 .. 21 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย 

ด้านกองทุน K-GA’ มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘BGF Global Allocation Fund​ A2 – USD’ ที่เน้นกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก และมีการปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา 


โดยกองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีการจ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง เป็นเงิน 6.80 บาท และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.95% ต่อปี



สำหรับทั้ง
3 กองทุน มีกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 15 มี.. 21 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 521.37 ล้านบาท ซึ่งน่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ลงทุนอยู่เป็นอย่างดี ส่วนใครที่สนใจจะลงทุนในหุ้นจีนหรือหุ้นเทคโนโลยีโลกตลอดจนมองหาโอกาสกระจายความเสี่ยงการลงทุนอยู่ ก็เชื่อว่าทั้ง 3 กองทุนนี้น่าจะตอบโจทย์คุณได้อยู่บ้างไม่มากก็น้อยเช่นกัน

โต๊ะกองทุน Wealthythai