Official Update :

“กองทุน Blockchain” ปีนี้ฟื้นตัวแรงเฉลี่ย +28.6% รับ “จุดจบดอกเบี้ยขาขึ้น”... “ASP-DIGIBLOC-SSF” ตัวท็อปกลุ่มแรงติดจรวดผลตอบแทนทะลุ 70% !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพาไปส่องผลงานของกลุ่ม “กองทุน Blockchain” อีกธีมย่อยของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่แตกย่อยออกมาเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุนที่มีความสนใจในช่วงที่ธีมเทคฯ กำลังเฟื่องฟู


และแน่นอนว่า...ก็เป็นอีกธีมที่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของหุ้นเทคฯ ทั่วโลกในช่วงวิบากกรรมดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน


แต่ในปีนี้เอง พลันที่ตลาดคาดว่า “จุดจบดอกเบี้ยขาขึ้น” กำลังจะสิ้นสุด หุ้นกลุ่มเทคฯ ก็ฟื้นตัวกันยกแผงมากน้อยแตกต่างกันไป และหนึ่งในนั้นก็คือหุ้นในธีม “Blockchain” นั่นเอง


โดย “กองทุน Blockchain” ที่มีผลงานดีสุดในปีนี้ทำผลตอบแทนทะลุ 70% เลยทีเดียว และดึงค่าเฉลี่ย (Mean) กลุ่มขึ้นมาสูงเป็นบวกเฉลี่ย +28.6%


ผลงานของกองทุนกลุ่มนี้เป็นไงบ้างนั้น ทาง ทีมงาน Wealthythai’ รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


"กองทุน Blockchain" ฟื้นตัวแรงโชว์ผลงานปีนี้เฉลี่ย 28.6%... “ASP-DIGIBLOC-SSF” แชมป์กลุ่มผลตอบแทนทะลุ +70.62% !!!

สำหรับธีม Blockchain” เป็นธีมย่อยของธีมหุ้นเทคฯ มาด้วยจุดเด่นของนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ไม่ต้องอาศัยตัวกลาง มีความปลอดภัยสูง โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรวดเร็ว ถูกนำไปใช้อยู่ในหลากหลายธุรกิจ ทั้งการเงิน, สินทรัพย์ดิจิทัล, พลังงาน หรือท่องเที่ยว เป็นต้น โดยเฉพาะในธุรกิจการเงินในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยนแปลงไปมากเพราะเทคโนโลยี Blockchain นี่เอง ซึ่งนักลงทุนทุกคนน่าจะสัมผัสได้เป็นอย่างดี


ปัจจุบันมี “กองทุน Blockchain ในอุตสาหกรรม 4 กอง ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน) ทำผลตอบแทนมากกว่า 10% ทุกกอง ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 28.6% แม้จะเป็นธีม Blockchain” เหมือนกัน แต่ผลงานค่อนข้างหลากหลายและแตกต่าง ขึ้นกับกองทุนปลายทางที่แต่ละกองทุนไปลงทุน ตลอดจนน้ำหนักการลงทุนที่แตกต่างกันนั่นเอง นำมาโดย


อันดับ1) “ASP-DIGIBLOC-SSF” ของบลจ.แอสเซท พลัส ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้สูงสุดถึง +70.62% เป็นการลงทุนทั้ง กองทุนต่างประเทศและหุ้นโดยตรง ซึ่งทางบลจ.แอสเซท พลัสเป็นหนึ่งในบลจ.ไทยที่ปัจจุบันมีการลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรงอยู่ทั่วโลกอยู่แล้ว และในปีนี้หุ้น Big Tech หลายตัวก็ราคาพุ่งแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นนั่นเอง


“โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เช่น เพิ่มประสิทธิภาพหรือลดต้นทุนในการดำเนินงาน เป็นต้น”



2)
KT-BLOCKCHAIN-Aของบลจ.กรุงไทย +16.52% เป็น Fund of Funds ลงทุนหุ้นบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบสินทรัพย์ดิจิทัลและ/หรือเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการทํางาน


3)LHBLOCKCHAINของบลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ +16.16% เป็น Fund of Funds ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน (Blockchain) และ/หรือธุรกิจอื่นใดที่มีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาใช้ประโยชน์ เช่น ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เป็นต้น


ปิดท้ายด้าน อันดับ4) SCBBLOC(E)ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +11.10% เป็น Feeder Fund ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco CoinShares Global Blockchain UCITS ETF’ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี CoinShares Blockchain Global Equity Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัททั่วโลกที่มีส่วนร่วม หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ Blockchain (Blockchain Ecosystem)


สำหรับ “กองทุน Blockchain” เป็นอีกหนึ่งธีมย่อยของหุ้นเทคฯ ที่เชื่อว่าเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่มีการเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้จำกัดในเรื่องของ Cryptocurrency เท่านั้น แต่แทรกซึมอยู่ในหลากหลายธุรกิจด้วยกัน สำหรับใครที่รับความเสี่ยงได้และอยากมีไว้ติดพอร์ต ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’