Official Update :

แนะ “ตลาดหุ้นย่อ”...โอกาส “ทยอยสะสม” หุ้น-ตอบโจทย์ระยะยาว !!!

“บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP)ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่บลจ.ที่สามารถเติบโตได้ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกองทุนชะลอตัวในปี20 ที่ผ่านมา


โดยมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) สิ้นปี20 อยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.64% จากสิ้นปี19 พร้อมทั้งตั้งเป้าโตทะลุ 1 แสนล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี2024) อีกด้วย


และในปี21 นี้ BCAP เองยังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “หุ้น” เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสุด ทั้งในและต่างประเทศ จาก ภาพคล่องล้นโลกและ ดอกเบี้ยต่ำ


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจาก BCAP มาอัพเดทใฟ้ฟังกัน



วาง “
Platform การลงทุนต่างประเทศ”...ตอบโจทย์นักลงทุนไทย-เหตุของการเติบโต

โดย “เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด (BCAP) บอกว่า บริษัทได้วาง Platform การลงทุนในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพเอาไว้เพื่อตอบโจทย์การลงทุนของนักลงทุนและได้ส่งผลให้บริษัทมีการเติบโตขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมาท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วว่าในภาวะวิกฤติก็ไม่ใช่ว่าทุกสินทรัพย์จะแย่ไปหมด ยังมีสินทรัพยืที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและโดดเด่นได้เช่นกัน “การลงทุนต่างประเทศ” ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้าของบริษัทในภาพรวมทั้งลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งพอร์ตที่เราบริหารกว่า 40% เป็นการลงทุนต่างประเทศ (ในขณะที่อุตสาหกรรมมีลงทุนต่างประเทศเพียง 1% เท่านั้น) จึงทำให้ผลตอบแทนที่ทำได้ออกมาเป็นบวกอย่างโดดเด่น เมื่อเทียบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ลงทุนในประเทศในปีที่ผ่านมา



(เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา)



“ปีที่แล้ว หุ้นเทคฯ และหุ้นต่างประเทศ ผลตอบแทนค่อนข้างดี นั่นทำให้นักลงทุนเริ่มเปิดใจและมองเห็นเป็นโอกาสในการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ลูกค้ากองทุนส่วนบุคคลก็เห็นความสำคัญมากขึ้น ส่วนลูกค้ากองทุนรวมเราเองมีโปรดักต์ที่ครอบคลุมสามารถนำมาจัดสรรการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทมีการเติบโตที่ดีในปีที่ผ่านมา”



“สภาพคล่องท่วมโลก” ปัจจัยหนุน “หุ้น” ยังน่าสนใจสุดปีนี้

ด้าน “ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร” หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด (BCAP) มองว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการลงทุนในปีนี้ ได้แก่ 1) สภาพคล่องล้นตลาดธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ พร้อมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวขึ้นมาแรงอยู่แล้ว 2) เงินสด ในมือมีมากจนล้น บริษัทเองก็เช่นกัน



(ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร)



“COVID-19 ยังไงก็จบ เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศหลักก็ฟื้นตัวมาแรง จึงเป็นไปได้ยากที่ “หุ้น” จะแย่ในปีนี้ ทำให้หุ้นยังเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่น่าสนใจสุดในปีนี้ ในขณะที่ตราสารหนี้ยังไม่น่าสนใจ”



จังหวะ “ตลาดหุ้นย่อ”...เป็นจังหวะ “ทยอยสะสม” หุ้น

การที่ “ตลาดหุ้นย่อ” ตัวลงมา จากความกังวลของการปรับขึ้นของ Bond Yield 10 ปี จึงเป็นโอกาสในการ “ทยอยสะสม” แต่ที่สำคัญก็ต้องเลือกหุ้นที่จะลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งหุ้นที่ยังน่าสนใจ ได้แก่

  • หุ้น Mega Trend ซึ่งหุ้นเหล่านี้ต้องโฟกัสการลงทุนระยะยาวระยะ 10 – 20 ปี กันเลยทีเดียวเพราะเป็น Mega Trend ที่น่าสนใจก็กลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวม, Climate Change, Healthcare, รายได้ของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น เช่น จีน,อินเดีย, CLMV เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเห็นหุ้นย่อในระยะสั้นจึงเป็นโอกาสเข้าสะสม

  • หุ้น Laggard ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ไปค่อนข้างมาก เมื่อ COVID-19 จบลงหุ้นกลุ่มนี้ก็จะกลับมา เช่นหุ้นท่องเที่ยว เป็นต้น

  • หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก เงินเฟ้อ ที่เพิ่มขึ้น หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น หุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)’ จัดอยู่ในกลุ่มนี้ รวมถึง หุ้นไทยด้วยเช่นกัน

 



“ตลาดหุ้นไทยแม้ว่าจะเป็น Old Economy แต่ในระยะสั้นน่าสนใจเพิ่มขึ้น เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) กลับเข้ามา บริษัทเองจากที่เคยลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยลงไปในปีก่อน ตอนนี้ก็ทยอยสะสมกลับเข้ามาปิด Gap ที่เคยลดลงไป โดยเฉพาะกลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์/REIT และ Infrastructure Fund ที่ผลตอบแทนกลับมาน่าสนใจหลังราคาปรับตัวลงมาเยอะก่อนหน้าและยังให้ผลตอบแทนที่ดี”


ส่วน Bond Yield 10 ปี ปรับขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลแต่ประการใด ตลาดมองในช่วง 3 – 6 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 1.4 – 1.7% ไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลในระยะยาว และหากทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงในระยะสั้นก็เป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาว ส่วนดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นไม่มีการปรับขึ้นในปีนี้จึงยังไม่ใช่ปัจจัยอะไรที่ต้องมากังวลแต่ประการใด



ตั้งเป้า
AUM ปีนี้โต 20%...และมีสินทรัพย์ทะลุ 1 แสนล้านบาท ใน 3 ปี

เมธ์วดี ยังบอกอีกว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีการเติมโตในส่วนของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) โตขึ้น 29.64% เป็นการเติบโตในทุกธุรกิจ โดยธุรกิจ “กองทุนรวม” โตขึ้น 95% (ในขณะที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมปรับตัวลดลง 7%), “กองทุนส่วนบุคคล” โต 19% (ในขณะที่อุตสาหกรรมไม่นับรวมบลจ.เอไอเอไม่โต) โดยกองทุนส่วนบุคคลของเรามีจุดเด่นคือนโยบายการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภทและทั่วโลก บริหารด้วยรูปแบบการลงทุนระดับโลก และธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” โต 15% (ในขณะที่อุตสาหกรรมโต 2%) อีกทั้งยังได้รับพระราชทานรางวัลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีเด่นจาก “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้






“ปีนี้บริษัทตั้งเป้า AUM ในภาพรวมโตอีก 20% หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาทจากสิ้นปี20 และตั้งเป้า AUM ทะลุ 1 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปี (ปี2024)” 


โดยปีนี้การเติบโตที่โดดเด่นยังจะมาจาก “กองทุนรวม” และมีแผนที่จะออกกองทุนเพิ่มเติมในปีนี้อีก 10 กอง เป็นกองหุ้นทั้งหมด หลังจากในปี20 ได้ออกกองทุนเพื่อวางโปรดักต์เอาไว้ให้ครบถ้วนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ‘BCAP-GW’ กองทุนที่เป็นรูปแบบพอร์ทโฟลิโอการลงทุนที่นักลงทุนสามารถถือเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตการลงทุนได้ (Core-Portfolio) และยังมีกองทุนทรัพย์สินทางเลือก ‘BCAP-GPROP’ กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก  


และเพื่อให้ตอบสนองนักลงทุน บริษัทจึงมีการออกกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี ‘BCAP-GW SSF’ และยังนำโมเดลการลงทุนเพื่อการเกษียณจากต่างประเทศมาออกเป็นกองทุน ‘Target date RMF’ ซีรี่ย์กองทุน RMF แรกในประเทศไทยที่ปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุของผู้ลงทุนอัตโนมัติ


“ไม่เพียงเท่านี้ยังมีกองหุ้นเทคโนโลยี ‘BCAP-CTECH’ กองทุนที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน และ ‘BCAP-USND100’ กองทุนหุ้นดัชนี NASDAQ-100 ที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย เช่น Apple Google Amazon ที่สร้างผลตอบแทนหลังจาก IPO มา 11 เดือนถึง 60% และทั้ง 2 กองทุนได้รับการตอบรับที่ดีจนมีขนาด 3,360 ล้านบาท และ 1,600 ล้านบาท ตามลำดับ”    


ทั้งหมดนี้คือมุมมองการลงทุนและแผนการเติบโตของ “บลจ.บางกอกแคปปิตอล” ที่น่าจะได้รับการจับตาจากผู้ร่วมธุรกิจและนักลงทุนอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’