“หุ้นไทย” & “หุ้นจีน” ดาวน์ไซด์จำกัด-อัพไซด์เปิด... แนะ “โอกาสลงทุน” หวังผลระยะยาว-เหตุ “ราคาถูก” !!!
Fun of Funds: ปีนี้ “หุ้นไทย” ดูไม่สดใสเท่าไรนัก ตั้งแต่ต้นปีติดลบไปแล้วกว่า -8.83% เป็นหนึ่งในตลาดที่ผลตอบแทนแย่ของโลกตลาดหนึ่งในปีนี้
เช่นเดียวกับ “หุ้นจีน” ที่ตั้งแต่ต้นปีก็ติดลบไป -0.67% ในตลาด “A-Share” และ -5.94% ในตลาด “H-Share”
จนราคาทั้ง 2 ตลาดถือว่าลงมาถูกจนน่าสนใจ และความเสี่ยงในขาลงค่อนข้างจำกัด หากมองไปในอนาคตระยะยาวด้วยพื้นฐานที่รองรับตลาดก็น่าจะไปได้ไกลกว่าระดับปัจจุบันพอสมควร จึงถือเป็น 2 ตลาดที่น่าสนใจลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะยาวเลยทีเดียว
ทำไม “หุ้นไทย” และ “หุ้นจีน” ยังคงน่าสนใจ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นไทย” ยังน่าสนใจ แนะทยอยสะสม “กองหุ้นกลาง-เล็ก” ช่วงปรับฐาน...คงเป้าดัชนีสิ้นปี 1,700 จุด
โดย “ยศกร ฟอลเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง มองว่า “หุ้นไทย” ยังน่าสนใจแม้ระยะสั้นปรับฐาน แต่ประเมินทั้งปีมีโอกาสแตะ 1,700 จุด เหตุหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวยังสดใส รับตัวเลขนักท่องเที่ยวไหลกลับจากต้นปีเกือบแตะ 10 ล้านราย สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 3.91 แสนล้านบาท ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักยังคงมาจากประเทศในเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และอาเซียน นอกจากนี้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ยังระบุว่าตั้งแต่ ต.ค. 22 - เม.ย. 23 มีเที่ยวบินจากจีนเข้ามาไทยแล้ว 12,805 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมาจากที่จีนมีนโยบายให้บริษัททัวร์นำนักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ออกนอกประทศได้ตั้งแต่ 6 ก.พ. 23 ที่ผ่านมา และเป็นกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ส่วนหุ้นพลังงานมองโอกาสลดลงน้อยแล้ว เหตุตลาดประเมินครึ่งปีหลังความต้องการใช้น้ำมันพุ่ง แม้ว่าในระยะนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงหลังเลือกตั้ง นำโดยหุ้นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า และหุ้นสื่อสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมหุ้นไทยถือว่าปรับลดลงมาค่อนข้างมากแล้ว และประเมินว่ามีโอกาสปรับลดลงได้อีกไม่ถึง 10%

(ยศกร ฟอลเล็ต)
“นักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ทยอยสะสมการลงทุนใน ‘กองทุนหุ้นไทยขนาดกลางเล็ก’ ที่ทำผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากดัชนีในระยะยาวได้ดี นักลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนอย่างน้อย 20% ของส่วนที่สามารถลงทุนในหุ้นมาลงทุนในกองทุนหุ้นไทยขนาดกลางเล็กได้ นอกจากนั้นอาจพิจารณาลงทุนหุ้นในภูมิภาคที่การประเมินมูลค่ามีความน่าสนใจเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวที่ดี และใช้วิธีการแบ่งสะสมการลงทุนออกเป็นหลายๆ ครั้ง เช่น เพิ่มการลงทุนใน ‘กองทุนหุ้นจีน’ และ ‘กองทุนหุ้นเวียดนาม’ อย่างน้อย ประเภทละ 20% ของสัดส่วนกองทุนหุ้นที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ และนอกนั้นอาจพิจารณาลงทุน ‘กองทุนหุ้นทั่วโลก’ ที่ทำผลตอบแทนคาดหวังได้สม่ำเสมอในระยะยาว เป็นต้น”
“หุ้น จีน” ยังน่าสนใจ...เศรษฐกิจโต-กำไรบจ.ยังดีปีนี้คาดมากกว่า 10%
ด้าน “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์ บลจ.กสิกรไทย มองว่า จากการประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ที่ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และผู้ลงทุนได้ประเมินไว้ในอัตราที่แตกต่างกัน จะยังส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม “จีน” ยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หนึ่งเดียวที่ไม่ได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้งยังมีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจที่ผ่อนคลาย ซึ่งสวนทางกับประเทศแกนหลักอื่นๆ และคาดว่าจะเห็นการกลับมาของ “ตลาดหุ้นจีน” ในปี23 นี้ด้วยเช่นกัน

(วจนะ วงศ์ศุภสวัส)
“นอกเหนือจาก 2 ปัจจัยข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมอีก ได้แก่ 1) ทางการจีนมั่นใจว่า GDP จีนจะบรรลุ 5% ในขณะที่ IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 5.2% ในปีนี้ 2) เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวชัดเจนเห็นได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการ และดัชนียอดค้าปลีกที่มีการปรับตัวขึ้น 3) ทางการจีนเริ่มส่งสัญญาณการสิ้นสุดของมาตรการคุมเข้มในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ 4) คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตโดดเด่นมากกว่า 10% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามนโยบายภาครัฐที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นบางกลุ่มได้ แต่ในภาพรวม ‘หุ้นจีน’ ยังคงโดดเด่นและน่าสนใจลงทุน”
“หุ้นไทย” ยังอยู่ในช่วงรอ “รัฐบาลใหม่” เข้ามาบริหาร ซึ่งเมื่อทุกอย่างชัดเจนก็น่าจะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาได้อีกครั้ง ส่วน “หุ้นจีน” เอง รัฐบาลจีนพร้อมใช้มาตรการต่างๆ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อให้โตอย่างยั่งยืน ในจังหวะที่ตลาดปรับฐานไม่ไปไหนไกล ราคาก็ถูก ดาวน์ไซด์จำกัดเช่นนี้ ก็เป็นโอกาสสำหรับ “นักลงทุนระยะยาว” ที่ไม่ควรพลาดเข้ามาทะยอยสะสมเช่นเดียวกัน
