“หุ้นไทย” ถูกอย่างเดียวไม่พอ “กำไรไม่โต” ทำ “ต่างชาติ” เมิน... “ดอกเบี้ยใกล้จบขาขึ้น” ชู “ตราสารหนี้สหรัฐ” กลับมาน่าสนใจ !!!
Fun of Funds: ล่าสุดตัวเลข “เงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐ” เดือนพ.ค.23 ลดลงสู่ระดับ 4.0% ลดลงจากเดือนเม.ย.23 ที่ 4.9% และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.21
ลงมาต่ำกว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายและนั่นทำให้ตลาดคาดว่าในการประชุม “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) วันที่ 13-14 มิ.ย. รอบนี้ น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5-5.25% ต่อเนื่อง แต่โอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหลังจากนี้ก็ยังมีเช่นกัน โดยตลาดคาดว่าถ้ามีก็อีก 1 ครั้งหลังจากนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นโดยรวม
ส่วน “หุ้นไทย” เองปีนี้ทรงไม่ดีเท่าไร ตั้งแต่ต้นปีมาดิ่งลงไปแล้วกว่า -7% เป็นตลาดที่ผลงานแย่ตลาดหนึ่งของโลก โดยต่างชาติขายไปแล้วกว่า 1.0 แสนล้านบาทในปีนี้
แต่โอกาสลงทุนในต่างประเทศยังคงมี และนั่นทำให้ทาง “บลจ.ทิสโก้” เองยังมั่นใจว่าในปีนี้ในส่วนของธุรกิจ “กองทุนรวม” และ “กองทุนส่วนบุคคล” ของบริษัทจะสามารถโตได้สูงกว่าอุตสาหกรรมได้
พร้อมเปิดมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มาฝากกัน ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทแผนธุรกิจและกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจพร้อมกันได้เลย
“กองทุนรวม-กองทุนส่วนบุคคล” ตั้งเป้าปีนี้โตสูงกว่าอุตสาหกรรม
ปี22 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมกองทุนรวมปรับตัวลงไปกว่า -9% ผลกระทบจากราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวลงหนักจากดอกเบี้ยขาขึ้น ผ่านมา 5 เดือนแรกของปี23 โตขึ้นเล็กน้อย 1% มาอยู่ที่ 4.9 ล้านล้านบาท
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ มองว่า ปี23 สถานการณ์การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความไม่แน่นอน และมีความผันผวนสูง ทั้งปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ความกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอยที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกองทุนรวมโดยภาพรวม อย่างไรก็ตามธุรกิจกองทุนรวม และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลของบริษัทยังคงมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกกองทุนใหม่ๆ ที่ครอบคลุมหลากหลายนโยบายการลงทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการนักลงทุนในสภาวะการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการเน้นจับจังหวะในการออกกองประเภท Trigger Fund มากขึ้น ตรงไหนที่มีโอกาสเราก็พร้อมจะออก Trigger Fund ไม่ได้จำกัดแค่โอกาสในหุ้นไทยเท่านั้น

(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
“ณ วันที่ 31 พ.ค. 23 ธุรกิจกองทุนรวมของบริษัทมี AUM ที่ 54,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากสิ้นปี22 ขณะที่ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลมี AUM อยู่ที่ 72,844 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี22 ที่ 72,717 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมทั้งกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล โดยตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 5-10% และ 5% ตามลำดับ ทั้งนี้ในส่วนของกองทุนส่วนบุคคลนั้นกว่า 80-90% เป็นลูกค้าสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังเติบโตได้ดังจะเห็นได้จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนโลกไม่ดีนัก แต่เราก็เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”
ปลื้ม!!!..ได้รับรางวัล “บริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยม ประเภทกองทุนหุ้นในประเทศ” จาก Morningstar Awards 2023 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
บริษัทเป็นบลจ.ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนใน “หุ้นไทย” เป็นพิเศษ โดย “กองหุ้นไทย” ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและโดดเด่น สะท้อนจากกองหุ้นไทยกว่า 80% ของบริษัทได้รับการจัดอันดับ 4-5 ดาวจาก Morningstar Thailand (ที่มา: morningstarthailand.com, วันที่ 31 พ.ค. 23) ส่งผลให้บลจ.ทิสโก้ได้รับรางวัล “บริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยม ประเภทกองทุนหุ้นในประเทศ” (Best Fund House Winner : Best Domestic Equity House) จากการประกาศผลรางวัล Morningstar Awards 2023 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

“สำหรับกองทุนแนะนำครึ่งปีหลังนั้น ในส่วนของ ‘หุ้นไทย’ แนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวหุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสฟื้นตัวเร็วกว่าหุ้นกลุ่มอื่น และกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการท่องเที่ยว (TISCOWB, TISCOHD)”
ส่วน “กองทุนต่างประเทศ” แนะนำลงทุนในกองทุนหุ้นจีน (TISCOCH) กองทุนหุ้นเทคโนโลยี สหรัฐ (TUSTECH) กองทุนหุ้นปันผลโลก (TGHDIV,) และกองทุนตราสารหนี้สหรัฐ (TUSBOND)
“หุ้นไทย” ปีนี้ผลตอบแทนแย่...มองกรอบการเคลื่อนไหว 1,500 – 1,600 จุด
ปีที่แล้ว “หุ้นไทย” แม้ผลตอบแทนไม่ได้ดีนักแต่ก็ไม่ได้ปรับตัวลงมากเหมือนตลาดอื่น แต่ปีนี้ภาพกลับกันตั้งแต่ต้นปีมาหุ้นไทยลบไปแล้วกว่า -8% ต่างชาติขายไปตั้งแต่ต้นปีกว่า 1 แสนล้านบาท และเป็นตลาดที่อาจจะยังไม่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติในปีนี้
โดย “สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา” ผู้บริหารสายงานจัดการกองทุน บลจ.ทิสโก้ มองว่า “หุ้นไทย” ถูกอย่างเดียวไม่พอ กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่โตและยังถูกปรับลดคาดการณ์ลงไม่สิ้นสุด คาดการกำไรปี23 ปรับลง -9.9% คาดการณ์กำไรปี24 ลดลง -7.7% หุ้นไทยถูก แต่กำไรไม่โต ยังคงถูกหั่นประมาณการลงไม่จบ คาดกำไรในไตรมาสที่2/23 จะลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเปรียบเทียบยังมีตลาดอื่นที่น่าสนใจกว่าจึงเห็นเงินต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยในปีนี้ โยกไปตลาดเอเชียเหนือหรือตลาดสหรัฐนั่นเป็นภาพใหญ่ที่เห็นกันในปีนี้ กว่าจะมีรัฐบาลก็น่าจะช่วงเดือนส.ค.ซึ่งการมีรัฐบาลล่าช้าก็ส่งให้งบประมาณล่าช้าการลงทุนของภาครัฐก็จะล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งอาจจะยังไม่ได้เห็นเงินต่างชาติไหลกลับมาอย่างมีนัยสำคัญแต่ก็อาจจะไหลออกไม่มากแล้ว

(สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา)
“สำหรับมุมมองการลงทุนหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้นโดยมีเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 จุด แรงหนุนจากอัตราเงินเฟ้อของไทยที่ลดลงอยู่ในระดับต่ำ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในปีนี้จะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 3.3% แต่ยังคงต้องจับตาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งราคาหุ้นแต่ละอุตสาหกรรมจะปรับตัวเพื่อสะท้อนผลกระทบด้านบวกและลบจากนโยบายที่ออกมา นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จะมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย ในส่วนของ Downside อยู่ที่ระดับ 1,500 จุด”
การลงทุนหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ควรเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการท่องเที่ยว เช่น โรงพยาบาล ค้าปลีก และท่องเที่ยว และกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากแล้วตั้งแต่ต้นปีและราคาได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว เช่น ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เป็นต้น แต่ต้องเลือกบริษัทที่ดีเพื่อลงทุนด้วย
มองดอกเบี้ยสหรัฐ “ใกล้จุดสูงสุด”...โอกาสลงทุน “ตราสารหนี้สหรัฐ” ส่วน “หุ้น” เน้นคุณภาพและ Healthcare
บริษัทมองว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงเดือนมิ.ย.หรือก.ค. หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาใกล้ 4% ต้นๆ อาจจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยในรอบเดือนมิ.ย.ออกไปได้ แต่ในช่วงที่ดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ใกล้จุดสูงสุดนี้ ทำให้ “ตราสารหนี้สหรัฐ” กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ลงทุนระยะสั้นได้ผลตอบแทนประมาณ 5% หรือจะขยายอายุตราสารหนี้ให้ยาวขึ้นเพื่อรอรับช่วงดอกเบี้ยกลับเป็นขาลงในปีหน้าก็เพิ่มโอกาสมที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากราคาที่สูงขึ้น แต่แนะนะให้เน้นคุณภาพของตราสารหนี้ที่ลงทุนไปในกลุ่ม Investment Grade เป็นสำคัญ

“ทั้งนี้หาก Fed มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงในระยะสั้น เป็นโอกาสในการทยอยลงทุนหุ้นต่างประเทศเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยเน้น Quality Growth รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ หุ้นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของเงินปันผล (Dividend Growth) เพราะราคาหุ้นที่ยังเหมาะสมและมีความเสี่ยงต่อภาวะการชะลอตัวได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ”
ขณะที่ “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐ” ยังคงมีความน่าสนใจจากความแข็งแกร่งของบริษัทและนวัตกรรมที่เกี่ยวกับ AI ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่ปรับตัวขึ้นดีในช่วงที่ดอกเบี้ยสิ้นสุดวงจรขาขึ้นและมองต่อไปเมื่อดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลงกลุ่มหุ้นเทคฯ ขนาดกลาดและเล็กก็จะปรับตัวขึ้นตามมา
นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เริ่มมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และเริ่มมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาด “หุ้นจีน” จากระดับ มูลค่าหุ้น (Valuation) ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตลาด “A-Share”
ปีนี้ทาง “บลจ.ทิสโก้” เองยังมั่นใจว่าจะสามารถปั้น AUM ได้โตสูงกว่าอุตสาหกรรมได้ซึ่งวถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลังพร้อ แนะซื้อกองทุนหุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ และการท่องเที่ยว แม้ดัชนีหุ้นไทยปีนี้อาจจะไปได้ไม่ไกลแค่ 1,600 จุด เท่านั้น ส่วนต่างประเทศแนะนำ กองทุนหุ้นจีน หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ หุ้นปันผล และตราสารหนี้สหรัฐ
