“บอนด์ยีลด์” ปรับขึ้นไม่น่ากังวล…มั่นใจปีนี้ ‘หุ้นไทย’ ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก !!!

อย่างรู้กันในวงกว้างว่า การแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ได้เริ่มแจกจ่ายไปยังในหลากหลายประเทศทั่วโลกไปว่าจะขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งนั้นหมายถึง “ประเทศไทย” ด้วยเช่นกัน


ทำให้ทิศทางของสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เริ่มแนวโน้มที่ดีอย่างชัดเจนในทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลของแต่ละประเทศเองก็ได้เริ่มอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวกลับมาจากสถานการณ์ดังกล่าว


ในขณะที่ช่วงเวลาที่หลากหลายประเทศได้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ประเทศไทยนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงมีเกิดขึ้นอยู่ให้อยู่สม่ำเสมอ ล่าสุดใน “ยุโรป” ก็ต้องล็อกดาวน์รอบใหม่ในหลายประเทศจาก การระบาดระลอก 3’ กันแล้ว


ในไทยเองในช่วงไม่กี่วันมานี้ ก็มีการระบาดในพื้นที่ใหม่ ย่านบางแค เกิดขึ้นเช่นกัน


จึงทำให้นักลงทุนที่ยังให้ความสนใจการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” นั้น เกิดความกังวลถึงการระบาดระลอกใหม่ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาในทิศทางเช่นไร


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากจะขอแชร์มุมมองของตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร ผ่าน สันติ ธนะนิรันดร์ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด มานำเสนอให้แก่ผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



มอง “เศรษฐกิจไทย” ปีนี้ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก...แต่อาจเติบโตได้ไม่มาก

โดยคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2564 จะเป็นปีที่มีการฟื้นตัวเช่นเดียวกับเศรษฐกิจทั่วโลก แต่อาจจะเติบโตได้ไม่มาก โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.3% จากปีก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูง โดยการเติบโตทั้งหมดเกิดจากฐานปีที่ผ่านมาที่ต่ำ เนื่องจากปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทย หดตัว -6.1%



(สันติ ธนะนิรันดร์)



“ส่วนเงินเฟ้อยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากลัว เพราะในปีนี้มีเรื่องการอุดหนุนค่าไฟด้วย ซึ่งส่วนลดนี้ทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ. ติดลบ และเงินเฟ้อทั้งปีน่าจะไม่เกิน 1% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยคงไม่ปรับขึ้น สำหรับเงินบาทคาดการณ์ว่า สิ้นปีนี้จะอยู่ในช่วง 29.5-31.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ”



คาดการระบาด
COVID-19 ระลอกใหม่...อาจไม่มีผลต่อการเปิดเมือง

สำหรับประเด็นระบาดของไวรัส COVID-19 ในพื้นที่บางแค อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อการเปิดประเทศมากนัก เนื่องจากการควบคุมสถานการณ์ของสาธารณสุขไทยมีการบริหารจัดการได้ดี สะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมาก็สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ ได้ดี


“ขณะที่จะไปส่งผลให้การเปิดประเทศล่าช้าออกไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฉีดวัคซีนกันถึงระดับที่สร้างภูมิคุ้มกันแบบหมู่ได้ก่อนจึงจะเปิดประเทศได้ ซึ่งเป้าหมายของไทยในปีนี้ คือ การฉีดวัคซีนให้ประชากร 50% ยังมองว่ามีโอกาสที่ไทยจะฉีดวัคซีนให้ประชากรมากกว่า 50% ในปีนี้ก็ได้ เพราะผู้ผลิตวัคซีนต่างๆ ก็มีการตั้งเป้าหมายผลิตออกมามาก”



เชื่อ “ตลาดหุ้นไทย” ปีนี้ยังมีทิศทางเป็นบวก...แม้ต้นปีดัชนีจะขึ้นมาแล้วกว่า10
%

โดยเรายังมีมุมมองต่อ “ตลาดหุ้นไทย” ว่าภายในปีนี้ยังคงเป็นบวกได้ แม้ว่าดัชนีปีนี้ปรับขึ้นมากว่า 10% แล้วนับจากต้นปี ซึ่งในช่วง 12 เดือนข้างหน้าคาดว่าหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 8% จากภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาหลังเปิดประเทศ และ หุ้นไทยยังเป็น laggard คือ การปรับตัวยังตามหลังตลาดหุ้นอื่นๆ อยู่ ซึ่งถ้าต่างชาติจะเข้ามาลงทุนก็คงเข้ามาซื้อล่วงหน้าก่อนที่การฟื้นตัวจะเกิด เช่น สมมติว่า มองการท่องเที่ยวมาปีหน้า ก็อาจเข้าซื้อก่อน ก็มีความหวังว่า เงินทุนต่างชาติจะกลับมาครึ่งปีหลัง





“บอนด์ยีลด์-เงินเฟ้อสหรัฐฯ” ปรับขึ้น...อาจมีผลต่อตลาดหุ้น
-แต่ไม่น่ากังวล

ส่วนปรับปัจจัยภายนอกอย่าง “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield)” และ “อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ” ที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะ Bond Yield ที่อาจปรับขึ้น 2-3% ก็มีโอกาสทำให้เงินไหลออกจากหุ้นทั่วโลก เพราะว่ามีทางเลือกในการซื้อ Bond ขณะที่ความตกใจย่อมมีอยู่แล้ว ก็อาจจะดึงเงินกลับจากที่เคยลงทุนในหุ้นบ้างเป็นปกติ


“แต่ไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากไม่น่าจะทำให้ตลาดหุ้นปรับลงแรง หรืออาจเป็นเพียงการปรับฐาน โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำในตลาด หาก หุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ปรับลงมาจาก Bond Yield ที่ปรับขึ้นมา หุ้นไทย ก็คงไม่ปรับลงมากเช่นกัน ซึ่งความหมายของการปรับฐานนั้น ก็คือ การปรับตัวลงที่ไม่เกิน 10%



“หุ้นไทย” ยังน่าสนใจ...ชูกลุ่มโภคภัณฑ์
-ปิโตรเคมี-พลังงาน

จึงอยากแนะนำนักลงทุนที่ยังสนใจการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” ว่า ตลาดยังคงมีความน่าสนใจ โดยหุ้นกลุ่มที่มีความสนใจลงทุน เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดประเทศ เช่น กลุ่มโภคภัณฑ์  ปิโตรเคมี พลังงาน รวมไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวมาก กลุ่มนี้เมื่อกลับมาเปิดประเทศจะได้ประโยชน์ 


ตลาดหุ้นไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญยังคงให้ความสนใจรวมไปให้น้ำหนักการลงทุนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในปีนี้เองก็เป็นปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างดี จากภาคการท่องเที่ยวที่จะมีแนวโน้มกลับมาในไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งก็ถือเป็นสัญญาณการลงทุนที่ดี

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา