ฟอร์มตก! พบ 14% “กองหุ้นไทย” 10 ปี มี “Negative Return”… เปิด 5 “กองหุ้นไทย” ตัวท็อป 10 ปี ทำได้เกิน 6% ต่อปี !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่อง “กองทุน” ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่มีผลงานระยะยาวช่วง 10 ปี ดีสุด เพื่อคลายข้อสงสัยของนักลงทุนว่า...“กองหุ้นไทย” ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวดี มีจริงหรือ?
คำตอบ คือ “มี”...ตัดเกรดกันที่ 10 ปี เกิน 6% ต่อปี มีทั้งหมด 5 กอง ด้วยกัน
“แม้จะไม่หวือหวาแต่ก็ยังมี” โดยกองที่ดีสุด 10 ปี ทำได้ +8.11% ต่อปี !!!
โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.98% ต่อปี (ที่มา: morningstarthailand, ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 23)
ทั้ง 5 “กองหุ้นไทย” มีกองไหนกันบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นไทย” ช่วง 10 ปี กำไรบจ.โตเฉลี่ย 3.24% ต่อปี...ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย (SET TRI) 10 ปี เฉลี่ย 2.98% ต่อปี
ต้องย้ำว่า...“ผลตอบแทนเฉลี่ย” ในระยะยาวจากการลงทุนใน “หุ้น” ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นโดยเปรียบเทียบ แต่ในระยะสั้นก็มีความผันผวนเป็นเรื่องปกติ บางปีอาจจะติดลบ บางปีอาจจะบวก แต่เฉลี่ยแล้วในระยะยาวก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการสร้างความมั่งคั่งให้กับเงินลงทุนอยู่นั่นเอง
กลับมาที่เจ้ามือตัวจริงที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นในตลาด ก็คือ “กำไรบจ.” นั่นเอง ย้อนดูข้อมูล 10 ปีที่ผ่านมา (ปี2012-2022) กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย (SET+mai) ณ สิ้นปี22 เพิ่มขึ้นเป็น 9.81 แสนล้านบาท จากปี12 ที่ 713 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย (CAGR) 3.24% ต่อปี โดยรายได้บจ. ณ สิ้นปี22 เพิ่มขึ้นเป็น 107% ของ GDP จากปี12 อยู่ที่ 87% ของ GDP เท่านั้น (ที่มา: set.or.th)

“แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET Index อาจจะดูไม่ไปไหนไกล คล้ายอยู่กับที่ แต่ ‘ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย’ (SET TRI) ก็ยังทำได้เฉลี่ย 2.98% ต่อปี (ที่มา: morningstarthailand, ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 23) ใกล้เคียงกับการเติบโตของกำไรบจ.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน”
5 “กองหุ้นไทย” ตัวท็อปโชว์ผลตอบแทน 10 ปี เฉลี่ย 7% ต่อปี...“TSF-A” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด 10 ปี 8.11% ต่อปี
จากการสำรวจผลงานกลุ่ม “กองหุ้นไทย” ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาของทีมงาน ‘Wealthythai’ จาก 216 กอง ที่มีผลงานยาวนานถึง 10 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิ.ย. 23) พบว่า มี 30 กอง คิดเป็น 14% ที่ผลตอบแทน ‘ติดลบ’
“ซึ่งถือเป็น ‘ความเสี่ยงในการเลือกกองทุน’ ของนักลงทุนด้วยเช่นกัน หากไปลงทุนในกลุ่ม “กองหุ้นไทย” 14% นี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากเงินจะไม่งอกเงยแล้ว ยังมี ‘Negative Return’ อีกด้วย

ในส่วนของ “กองหุ้นไทย” ที่มีผลตอบแทน 10 ปี มากกว่า 6% ต่อปี (ไม่รับชนิดหน่วยลงทุนที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน) พบว่า มีอยู่ 5 กอง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% จากกองทุนทั้งหมด โดยทั้ง 5 กอง ทำผลตอบแทน 10 ปี เฉลี่ยได้ 7% ต่อปี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่
- “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” มี 1 กอง ได้แก่ “TSF-A” ของบลจ.ทิสโก้ ทำผลตอบแทน 10 ปี ได้ +8.11% ต่อปี และเป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงสุดด้วย
- “กองหุ้นใหญ่” มี 1 กอง ได้แก่ “LHGROWTH-A” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 10 ปี ทำได้ +6.26% ต่อปี
- “Aggressive Allocation” เป็นกองทุนผสมที่เน้นลงทุนในหุ้นเป็นสำคัญ มี 3 กอง ได้แก่
-“MBT-G” ของบลจ.เอ็มเอฟซี 10 ปี ทำได้ +7.57% ต่อปี
-“TISCOFLEXP” และ “TISCOAGF” ของบลจ.ทิสโก้ทั้งคู่ ทำผลตอบแทน 10 ปี ทำได้ +6.94% ต่อปี และ +6.17% ต่อปี ตามลำดับ
“โดยพบว่าในแต่ละกลุ่มกองทุนที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ กับ ‘แย่สุด’ ต่างกันเฉลี่ย 8 – 11% ต่อปี เลยทีเดียว หากเลือกกองทุนผิดผลตอบแทนที่ตกหล่นไปก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเลือกกองถูกเป็น 5 กองตัวท็อปนี้ เงินลงทุนของคุณจะโตเป็น 1.8 เท่า ได้เช่นกัน”
แม้ในช่วงที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นไทย” อาจจะดูไร้เสน่ห์ไปบ้าง แต่ตราบใดที่เจ้ามือตัวจริง คือ “กำไรบจ.” ยังคงเติบโตได้ การลงทุนใน “หุ้นไทย” ก็ยังเป็นทางเลือกที่สามารถสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้เช่นกัน เพียงแต่คงต้องเลือก “กองหุ้น” เพื่อลงทุนด้วย ไม่ใช่ปาเป้าเลือกกองไหนก็ได้แต่ประการใด ทั้ง 5 “กองหุ้นไทย” นี้ถือเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย 6% ต่อปีจริงๆ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่า “ผลงานในอดีต ไม่ได้การันตีถึงผลงานในอนาคต” แต่ประการใด และกองทุนที่ผลงานไม่ดีในช่วงเวลานี้ก็มีโอกาสที่จะกลับมาสร้างผลงานในอนาคตได้เช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
