“ลงทุนแบบ 2 in 1” ผลตอบแทนหุ้นไทยก็ได้-ประโยชน์ภาษีก็มี...ไปกับ “กอง KKP EQRMF” !!!
“การออมเงิน”ในปัจจุบัน ได้มีตัวเลือกอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร ตราสารทุน(หุ้น) ไปจนการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ผ่านกองทุนรวม
ซึ่ง “กองทุนรวม” ก็ถือจะเป็นทางเลือกแรกๆ ที่นักลงทุนจะให้ความสนใจและความสำคัญเป็นพิเศษ ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนแก่ผู้มีเป้าหมายการออมเงินและบทบาทของตลาดทุนให้เพิ่มมากขึ้น
จึงเป็นเหตุให้เกิดกองทุนเฉพาะทาง อย่าง “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)” กับ “กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF)” ที่รัฐต้องการส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณและการออมระยะยาว จึงได้ให้ “ประโยชน์ทางภาษี” เพื่อจูงใจเอาไว้ด้วย จะได้มีกำลังใจในการเก็บออมกัน
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสแนะนำ “กองทุนเปิดเคเคพี หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KKP EQRMF)” จาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด’ โดยเป็นกองทุนรวมหุ้นไทยอีกหนึ่งกองที่ได้รับการจัดอันดับจาก ‘มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว’ มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
“กอง KKP EQRMF” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ตั้งกองทุน 16 ปีกว่า เฉลี่ย 8.90% ต่อปี
“ตลาดหุ้นไทย” ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.พ. 21) อยู่ที่ 7.78% ต่อปี ถือว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น เช่น ตราสารหนี้ หรือเงินฝาก แม้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะมี “วิกฤติ” เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่เมื่อมองภาพระยะยาวแล้วตลาดหุ้นไทยก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งอย่างปฏิเสธไม่ได้
“ตัวเลขผลตอบแทน 7.78% ต่อปีนี้ สามารถทำให้เงินลงทุนของคุณโตเป็น 2 เท่าได้ ในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เพียง 9.25 ปีเท่านั้น ซึ่งหากเป้าหมายคุณคือสร้างเงินออมให้เติบโตเพื่อเป้าหมายเกษียณแล้ว ‘หุ้นไทย’ ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ไม่อาจมองข้ามไปแต่ประการใด”
โดยเฉพาะเมื่อลงทุนผ่านกลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” ที่จะเพิ่มแต้มต่อให้กับคุณเพิ่มเติมเข้าไปอีก เสมือนได้ผลตอบแทนกลับคืนมาไว้ใส่ในกระเป๋าตังก์ตามฐานภาษีที่คุณอยู่เลยทีเดียว ดังนั้นผู้ลงทุนที่สามารถใช้ประโยชน์ภาษีได้ กองทุนประเภทนี้จึงเป็นทางเลือกแรกในการออมเงินที่คุณควรจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว

สำหรับ “กองทุนเปิดเคเคพี หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KKP EQRMF)” ได้จดทะเบียนขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2547 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 16 มี.ค. 2564) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1,819,510,531 บาท และมีราคาหน่วยลงทุนอยู่ที่ 42.40 บาทต่อหน่วย
“มีนโยบายกองทุนอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าเป็นกองทุนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ‘หุ้นไทย’ นั้นเอง ซึ่งรวมไปถึงบริษัทที่อยู่ในระหว่างดำเนินการขอเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน จุดเด่นของกองนั้นจะเน้นลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูงและมีความมั่นคงในด้านฐานะการเงินโดยnet exposure เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม”
ทั้งนี้กองทุนอาจจัดสรรเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้หรือเงินฝากของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับหรือได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), บริษัทที่มีเสถียรสภาพทางการเงินดี, รัฐบาล, รัฐวิสาหกิจ, ธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล ผู้สลักหลัง ผู้ค้ำประกัน หรือคู่สัญญา
“โดยจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนในตราสารดังกล่าวตามสภาวการณ์เพื่อให้ผู้ถือหน่วยได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมไปถึงกองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ในสัดส่วนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”

ปัจจุบัน (ณ วันที่ 25 ก.พ. 64) ‘กองทุน KKP EQRMF’ มีการลงทุนในหุ้นไทย 99.67%, เงินฝากและบัตรเงินฝาก 0.70% และสินทรัพย์และหนี้สินอื่น -0.37%
โดยสัดส่วนอุตสาหกรรม 5 อันดับที่กองทุนลงทุน ประกอบไปด้วย
-พลังงานและสาธารณูปโภค 24.78%
-ธนาคาร 13.90%
-พาณิชย์ 11.52%
-พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 6.57%
-วัสดุก่อสร้าง 5.93%
“สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุนตั้งแต่จัดกองนั้น ถือทำได้ในระดับที่ดีพอสมควรเฉลี่ยอยู่ที่ 8.90% ต่อปี ส่วนดัชนีชี้วัดเฉลี่ยอยู่ที่ 9.21% ต่อปี ขณะที่ความผันผวนของผลดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 19.74%ต่อปี ส่วนความผันผวนของดัชนีชี้วัดเฉลี่ยอยู่ที่ 19.50% ต่อปี ใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัดทั้งในส่วนของผลตอบแทนและความเสี่ยง อย่างไรก็ดีกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดในช่วงเวลา 5 ปีอยู่ที่ -44.64%”
โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทุน “กองทุนKKP EQRMF’ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัดและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่บริษัทได้จัดตั้งขึ้น
ส่วนเงื่อนไขการซื้อขายของกองทุนนั้น มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่ 1,000 บาท ขณะที่มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนและยอดคงเหลือขั้นต่ำนั้นไม่มีข้อกำหนด สำหรับระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนนั้นจะได้ภายใน 3 วันทำการถัดจากวันที่สั่งขายคืนหน่วยลงทุน (T+3), (T+2 เฉพาะบัญชีรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนของ KKP Bank , SCB, BBL, KBank, BAY,TMB , TBank , KTB, CIMB Thai, LH Bank, UOB, Citibank และนำฝากเช็ค T+2 สำหรับบัญชีธนาคารอื่นนอกเหนือจากที่ระบุข้างต้น)
“สำหรับ ‘กองทุน KKP EQRMF’ นั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน ‘หุ้นไทย’ แต่ทางด้านผลการดำเนินนั้นถือว่าทำได้ค่อนข้างดีหรือแถบจะไม่หนีไปจากกองทุนต่างประเทศบางกอง ซึ่งถือว่าเหมาะกับคนที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่มาพร้อมกับ ‘แต้มต่อทางภาษี’ กับโอกาสในการออมเงินใช้หลังเกษียณ”
