“กองหุ้นไทย” ฟอร์มตก-ครึ่งแรกปี23 ติดลบเฉลี่ย -8.14% กว่าครึ่ง 46% “แพ้ดัชนี” มีเพียง 4% ผลงาน "เขียว" สวนตลาด !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องผลงาน “กองหุ้นไทย” ในช่วงครึ่งแรกปี23 ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เป็นใจ “ผลตอบแทนรวมหุ้นไทย” (SET TRI) ดิ่งไป -8.27% ติดหนึ่งในตลาดหุ้นที่ผลงานแย่สุดของโลกในปีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
“กองหุ้นไทย” เองก็รอดยาก ทำผลตอบแทนได้ติดลบเฉลี่ย -8.14% ใกล้เคียงตลาดหุ้น มีเพียง 54% เท่านั้น ที่ผลงานดีกว่าชนะดัชนีเทียบวัด
ที่สำคัญ มีเพียง 4% เท่านั้น ที่มีผลตอบแทนเป็น “บวก”…ในภาพรวมก็ต้องถือว่า “ฟอร์มตก” !!!
ความเสี่ยงที่เลือกลงทุนแล้วจะ “ชนะ” หรือ “แพ้” ดัชนีเทียบวัดใกล้เคียง 50-50 ไม่ต่างกับการโยนเหรียญทาย “หัว-ก้อย” เลยทีเดียว
ผลงาน “กองหุ้นไทย” ในช่วงครึ่งปีแรกเป็นยังไงบ้างนั้น “Top-Bottom” 6 มีกองไหนบ้าง ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูข้อมูลพร้อมๆ กันได้เลย
“กองหุ้นไทย” ครึ่งปีแรก “ฟอร์มตก” ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -8.14%...กว่าครึ่ง 46% แพ้ดัชนี
จากการสำรวจผลงานของ “กองหุ้นไทย” ช่วงครึ่งแรกปี23 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 23) ของทีมงาน ‘Wealthy Thai’ พบว่า จาก “กองหุ้นไทย” ทั้งหมด 474 กองนั้น แบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่ 1) “กองหุ้นทั่วไป” 365 กอง คิดเป็นสัดส่วนมากสุด 77% 2) “กองหุ้นใหญ่” 69 กอง คิดเป็น 15% และ 3) “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” 40 กอง คิดเป็น 8% นั้น ผลตอบแทนในช่วงครึ่งปีแรกติดลบเฉลี่ย -8.14% ในขณะที่ SET TRI -8.27%
“โดยมี ‘กองหุ้นไทย’ ที่มีผลตอบแทนชนะดัชนี 212 กอง คิดเป็นสัดส่วน 45% ในจำนวนนี้มีเพียง 17 กอง คิดเป็น 4% เท่านั้น ที่มีผลตอบแทนเป็นบวก ในขณะที่เหลืออีก 262 กอง คิดเป็น 55% มีผลตอบแทนแพ้ดัชนีเทียบวัด จะเห็นว่าสัดส่วน “ชนะ-แพ้” ใกล้เคียง 50-50 ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงในการเลือกกองทุนของผู้ลงทุนเช่นเดียวกัน”

โดยแต่ละประเภทมีผลงานที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.“กองหุ้นทั่วไป” ที่ลงทุนในหุ้นได้ทุกตลาดทุกขนาด ทำผลตอบแทนครึ่งแรกปี23 เฉลี่ยติดลบ -8.12% มีกองทุน 48% ที่ชนะดัชนี ในจำนวนนี้มีเพียง 3% เท่านั้นที่ผลตอบแทนเป็น ‘บวก’ และอีก 52% แพ้ดัชนี
“โดยกองทุนที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ +5.26% และกองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ติดลบ -15.69% หรือต่างกัน 20.98%”
2.“กองหุ้นใหญ่” ทำผลตอบแทนครึ่งปีแรกติดลบเฉลี่ย -6.31% มีกองทุน 84% ที่ชนะดัชนี ในจำนวนนี้มี 7% ที่ผลตอบแทนเป็น ‘บวก’ ส่วนที่เหลืออีก 16% แพ้ดัชนี
“โดยกองทุนที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ +3.57% และกองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ติดลบ -10.12% หรือต่างกัน 13.69%”
3.“กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” เป็นกลุ่มที่ผลงานช่วงครึ่งปีแรกแย่สุดติดลบเฉลี่ย -9.98% มีกองทุนที่ชนะและแพ้ดัชนีเท่ากัน 50 -50 ในจำนวนนี้มี 3% ที่ผลตอบแทนเป็น ‘บวก’
“โดยกองทุนที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ ทำผลตอบแทนได้ +3.70% และกองที่มีผลงาน ‘แย่สุด’ ติดลบ -19.06% หรือต่างกันถึง 23.30%”
“ASP-SME” แชมป์กองหุ้นไทยผลงานดีสุดครึ่งปีแรก +5.29%...“SCBMSEP” ดิ่งหนักสุดติดลบไป -19.06%
สำหรับ “กองหุ้นไทย” ในกลุ่ม 4% ที่มีผลตอบแทนเป็นบวกนั้น 6 กองทุนที่มีผลงานดีสุดในช่วงครึ่งแรกปี23 (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนที่มีนโยบายเหมือนกัน) ทำผลตอบแทนเฉลี่ยรวมกันได้ +3.79% มาจาก 2 กลุ่มได้แก่ “กองหุ้นทั่วไป” และ “กองหุ้นใหญ่” โดยมีทั้ง 2 สไตล์ ได้แก่
1.“Active Management” ที่มีการบริหารเชิงรุก มี 3 กอง และกองทุนที่มีผลงานดีสุดก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ได้แก่ “ASP-SME” และ “ASP-T12” ของบลจ.แอสเซท พลัส ทำได้ +5.29% และ +3.18% ตามลำดับ และ “ABSM-SSF” ของบลจ.อเบอร์ดีน ทำได้ +3.96%
2.“Passive Management” ที่มีการบริหารเชิงรับ มี 3 กอง อยู่ในกลุ่ม “กองดัชนีหุ้นแบงก์” ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในช่วงครึ่งปีแรกหุ้นกลุ่มนี้ Perform ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ทั้ง 3 กอง ได้แก่ “SCBBANKINGE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ทำได้ +3.57%, “EBANK” ของบลจ.กรุงไทย +3.55% และ “K-BANKING” ของบลจ.กสิกรไทย ทำได้ +3.18%

ส่วน 6 กองทุนที่มีผลงานดิ่งหนักสุด มาจาก 2 กลุ่ม ซึ่งมีสไตล์การบริหารแบบ Active Management ทั้งหมด ได้แก่
- “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” มี 3 กอง และเป็นกลุ่มที่กองทุนติดลบหนักสุดอยู่ ประกอบด้วย “SCBMSEP” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทนติดลบ -19.06%, “TLMSEQRMF” ของบลจ.ทาลิส -17.16% และ “KKP SM CAP-M” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร -17.09%
- และ “กองหุ้นทั่วไป” อีก 3 กอง ได้แก่ “KKP LTFD” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร ผลตอบแทนติดลบ -15.69%, “ONE+1” ของบลจ.วรรณ -15.48% และ “SCBEQUALA” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ทำได้ -14.33%
ภาพรวม “กองหุ้นไทย” ในช่วงครึ่งแรกปี23 ถือว่าฟอร์มตก ตามภาวะของ “ตลาดหุ้นไทย” ที่ไม่ดีเช่นเดียวกัน แต่มองไปในช่วงครึ่งปีหลังความหวังยังมี โอกาสผลงานจะดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก หลังตลาดมองเป้าดัชนีสิ้นปีกัน 1,650 – 1,700 จุด บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ นี่เป็นเพียงการมองดูในบางช่วงเวลาเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่า “ผลงานในอดีต ไม่ได้การันตีถึงผลงานในอนาคต” แต่ประการใด และกองทุนที่ผลงานไม่ดีในช่วงเวลานี้ก็มีโอกาสที่จะกลับมาสร้างผลงานดีในอนาคตได้เช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
