“กรกฎา-ปีเถาะ” ขยับสู่ “ตราสารหนี้โลก” ดัก ‘ดบ.ขาลง’... พร้อมรับมือศก.ถดถอยด้วย “Global Asset Allocation” !!!
ลายแทงกองทุน: แม้ “ตลาดแรงงานสหรัฐ” เดือน มิ.ย. 23 เริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอลงของตัวเลขการจ้างงานชัดเจนขึ้น โดยการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payroll) 2.09 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ก็ตาม
แต่ก็ไม่ได้หยุด Fed ให้ขึ้นดอกเบี้ยแต่ประการใด และไม่น่าจะขึ้นไปเกินระดับ 5.50-5.75% ที่ Fed ได้เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า ปัจจุบันน่าจะอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องของ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) นั้น ตลาดคาดว่าอาจจะเลื่อนออกไปเป็นปลายปีนี้หรือช่วงต้นปีหน้า แบบไม่รุนแรงอะไร
เป็นจังหวะของการลงทุนใน “ตลาดตราสารหนี้โลก” อีกครั้ง และจากความผันผวนของตลาดที่รออยู่ข้างหน้าธีม “Global Asset Allocation” ก็ยังคงเป็นคำตอบสำหรับทุกสถานการณ์
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” กรกฎา-ปีเถาะ กับ 2 ธีมที่น่าสนใจ “ตราสารหนี้โลก” และ “กองทุนผสมโลก” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
“M-SMART INCOME-AC”...ลุย "ตราสารหนี้ทั่วโลก" แบบสมาร์ท
ปีที่แล้ว การขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงของ Fed ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนของกลุ่ม “กองตราสารหนี้โลก” ซึ่งปกติจะมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนยาวกว่ากองตราสารหนี้ในประเทศชัดเจน และในปีนี้จากที่เคยคาดว่าน่าจะจบดอกเบี้ยขาขึ้นได้เร็ว ก็ลากยาวออกไปจากปัจจุบันก็อย่างน้อยอีก 2 ครั้งตามที่ Fed ส่งสัญญาณเอาไว้ แต่ก็ถือว่าในแง่ของ Downside Risk ไม่มากเหมือนในปีที่ผ่านมา
“ในขณะที่ตัว Upside เปิดกว้างกว่าเพราะทิศทางดอกเบี้ยน่าจะเข้าสู่ขาลงในปีหน้า จาก dot plot ล่าสุดคาดว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 5.0-5.25% ไปที่ระดับ 5.5-5.75% ก่อนจะปรับตัวลงเหลือ 4.25-4.50% ในปี24”
นี่จึงเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการกลับเข้าไปลงทุนใน “ตราสารหนี้โลก” กันอีกครั้ง

โดยกองทุนที่จะแนะนำในกลุ่มนี้ ได้แก่ “M-SMART INCOME-AC: กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล สมาร์ท อินคัม ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.เอ็มเอฟซี เป็น Fund of Funds เน้นกระจายลงทุนในตราสารหนี้ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกผ่านกองทุนต่างประเทศตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป
สำหรับสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนมากสุด (ณ วันที่ 31 พ.ค. 23) ประกอบด้วย 1) PIMCO GIS Income Fund 72.77%, 2) JPMorgan Funds – US Aggregate Bond Fund 14.67%, 3) H2O AM - H2O Allegro 6.93% และ 4) NATIXIS H2O Allegro SP 4.56%
ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -20.06%
“K-GA-A(D)”...กระจายลงทุนทั่วโลกอัพผลตอบแทน
นอกจากความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกที่จับตาพี่ใหญ่อย่างสหรัฐว่าจะจัดการกับวิกฤติธนาคาร การจัดการอัตราเงินเฟ้อของ Fed อย่างไรแล้วนั้น เรื่องของ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ก็ยังคงเป็นหัวข้อที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูเช่นเดียวกัน ซึ่งในภาวะเช่นนี้ กลุ่ม “กองทุนผสมโลก” ที่มีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกก็เป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นกลยุทธ์ที่สามารถลงทุนได้ในทุกสภาวะตลาดนั่นเอง

กองทุนที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ ได้แก่ “K-GA-A(D): กองทุนเปิดเค โกลบอล แอลโลเคชั่น-A ชนิดจ่ายเงินปันผล” ของบลจ.กสิกรไทย เป็น Feeder Fund เน้นลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และตราสารระยะสั้นทั่วโลกทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านกองทุนหลัก ‘BGF Global Allocation Fund A2 USD’ บริหารจัดการโดย BlackRock (Luxembourg) S.A.
หน้าตอพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 พ.ค. 23) กระจายลงทุนในหุ้น 57.90%, ตราสารหนี้ 39.43%, สินค้าโภคภัณฑ์ 1.62% และเงินสด 1.05%
“โดยในส่วนของหุ้นนั้น 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Information Technology 14.41%, 2) Health Care 8.80% และ 3) Financials 7.10% ในขณะที่พอร์ตของตราสารหนี้นั้นลงทุนในSovereign 22.79% และ Credit 10.17%”
ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -22.28%
“KFDIVERS-A”...คว้าโอกาสกระจายลงทุน "ตราสารหนี้ทั่วโลก"
มาต่อกันที่ “KFDIVERS-A: กองทุนเปิดกรุงศรีไดเวอร์ซิไฟด์อินคัม ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.กรุงศรี อยู่ในกลุ่มกองตราสารหนี้โลก แต่กองนี้จะเป็น Feeder Fund เน้นลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก ‘PIMCO GIS Diversified Income Fund, Class Institutional - Income (USD)’ บริหารจัดการโดย PIMCO Funds: Global Investors Series plc ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการบริหารตราสารหนี้ระดับโลก

หน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 พ.ค. 23) มีการกระจายลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ 5 อันดับแรก ดังนี้ 1) Government Related 31.40%, 2) High Yield Credit 30.93%, 3) Invest. Grade Credit 24.78%, 4) Emerging Markets 15.02% และ 5) Securitized 8.21% พอร์ตมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุน 5.04 ปี มี Current Yield 5.52%
ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -24.07%
“LHGDYNAMIC-A”...เพิ่มโอกาสลงทุนผ่านสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก
ปิดทายกันด้วย “LHGDYNAMIC-A: กองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล ไดนามิกส์ มัลติ แอสเซ็ท ชนิดสะสมมูลค่า” ในกลุ่มกองทุนผสมโลกแต่มีระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเป็นระดับ 6 จะสูงกว่า 3 กองแรก ที่มีความเสี่ยงระดับ 5 เป็นของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งเป็น Fund of Funds เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งหุ้น, ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์ โดยจะลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป

สำหรับกองทุนที่กระจายลงทุนไปนั้น (ณ วันที่ 31 พ.ค. 23) ประกอบไปด้วย 1) Invesco Russell 1000 Dynamic Multifactor ETF 24.50%, 2) VanEck Morningstar Wide Moat ETF 15.39%, 3) INVESCO QQQ TRUST SERIES 1 12.56%, 4) Invesco International Developed Dynamic Multifactor ETF 9.76% และ 5) iShares USD Corp Bond UCITS ETF 9.64% ตามลำดับ
ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -28.22%
การมองไปยังโอกาสการลงทุนนอกประเทศไทยเอง ก็มีทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” รออยู่ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ ในกลุ่ม “กองตราสารหนี้โลก” เองในปีที่ผ่านมาก็ขาดทุนเฉลี่ยสูงในระดับ 10% ได้สบายๆ แต่ในทางตรงข้ามหากอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลงก็สามารถจะทำผลตอบแทนที่ดีได้เช่นเดียวกัน ส่วนใครที่ชอบไปแบบกระจายความเสี่ยงกลุ่ม “กองทุนผสมโลก” ก็ช่วยให้ไม่พลาดทุกโอกาสลงทุนแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยก็ตาม นี่เป็น “4 กองทุนเด่น” กรกฎา-ปีเถาะ ซึ่งคัดมาให้ในครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
