“การเมือง” ปัจจัยเสี่ยงหลักกด “หุ้นไทย ร่วงได้อีก... หั่นเป้าดัชนีปีนี้เหลือ 1,610 จุด !!!
Fun of Funds: 3 กูรู แนะนำกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง โดยตลาดหุ้นต่างประเทศ หุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจมีโอกาสสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง และตลาดหุ้นอินเดีย ยังดึงดูดเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ยังโดนปัจจัยการเมืองกดดันต่อ หวั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,610 จุด
โดยนาย ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงาน Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจหรือมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนได้ดี ตลาดแรกก็คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี สะท้อนจากภาคบริโภคที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง
“แต่อย่างไรก็ดีหากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้และดีเลย์ออกไปได้ ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเกิดอัพไซด์ได้และหากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็มีภาคธุรกิจมีกี่ประเภทที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากธุรกิจในธีม Defensive ไม่ว่าจะเป็นหุ้นการศึกษา หุ้นสุขภาพ หุ้นภาคบริการและท่องเที่ยว ก็มีความต้องการแรงที่ค่อนข้างสูง”

ส่วนอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ ก็คือ ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากกระแสเงินสดต่างชาติยังคงมีทิศทางที่ไหลเข้าต่อเนื่อง ซึ่งในครึ่งปีแรกปี 66 มีเม็ดเงินไหลเข้ามากว่า 9 แสนล้านบาท โดยตลาดหุ้นที่กระแสเงินไหลเข้ามากที่สุดเป็นตลาดหุ้นอินเดีย และยังมีโอกาสไหลมาเข้ามาเพิ่มเติม
ด้านนาย เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองถึงตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคงถูกกดดันด้วยปัจจัยทางด้านการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนและการคาดเดาสถานการณ์ถึงรัฐบาลชุดใหม่ได้ยาก
ดังนั้น จึงประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายจะเบาบางลง เพราะนักลงทุนไม่รู้จะเทคแอคชั่นเช่นไร ทำให้ทางบริษัทได้มีการปรับเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยในปลายปีนี้จะอยู่ที่ 1,610 จุด จากเดิมที่ 1,730 จุด แต่อย่างไรก็ดีระหว่างทางอาจจะต้องระมัดระวังปัจจัยทางด้านการเมือง เนื่องจากในปัจจุบันตลาดยัง price in ข่าวการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้อีก
“สำหรับแนะนำการลงทุนให้นักลงทุนทยอยสะสมให้หุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากรัฐบาลชุดใหม่ที่ไม่ว่าจะออกเป็นสูตรผสมไหนก็จะได้รับประโยชน์ ซึ่งกลุ่มหุ้นเด่น ประกอบไปด้วย กลุ่มค้าปลีก CRC, กลุ่มไฟแนนซ์และธนาคาร TIDLOR และ SCB, กลุ่มมีเดีย PLANB และกลุ่มอาหาร”
ทั้งนี้ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ให้มุมมองถึงทิศทางของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ทั้งตราสารหนี้ อายุ 5 ปี จะขยับขึ้นจาก 2.32% ณ สิ้นไตรมาส 2 ขึ้นไปที่ 2.47% และอายุ 10 ปี จะปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.58% ณ สิ้นไตรมาส 2 ขึ้นไปที่ 2.70%
