ชี้ธีม “โรงงานแบตเตอรี่ & EV Car” เป็นอนาคตของโลกการลงทุน...แนะมีติดพอร์ต 10-15%!!!

หลักจากที่เราได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับ “กองทุนรวมพลังงานทดแทน (New Energy)” ไปในช่วงก่อนหน้านี้ ก็ได้พบความน่าสนใจอีกหนึ่งอย่างภายในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวที่นอกจากจะมีกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิต “พลังงานไฟฟ้า”


ยังได้มีอีกหนึ่งกลุ่มอย่าง “โรงงานแบตเตอรี่” และ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)” ซึ่งสำหรับนักลงทุนหลายคนหรือในบางกลุ่มที่ได้มีเป้าหมายการลงทุนในหุ้นต่างประเทศอาจจะคุ้นเคยหรือผ่านหูผ่านตากันไปบ้าง


แต่สำหรับผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่าง “กองทุนรวม” นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจพอสมควรเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมานั้นกลุ่มธุรกิจโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า (EVCar) ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก


แต่ด้วยเทรนด์การลงทุนอย่างเมกะเทรนด์ที่ได้เริ่มถูกพูดถึง ทำให้ธุรกิจดังกล่าวที่การเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตและเป็นการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจจาก Old Economy” ไปสู่ “New Economy” จึงอยู่ในกระแสตามไปด้วย


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอถือโอกาสแชร์มุมมองของผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ถึงเทรนด์ของธุรกิจโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ว่าจะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใดมาเสนอให้แก่ผู้ที่กำลังสนใจกันในครั้งนี้



“โรงงานแบตเตอรี่” และ “รถยนต์ไฟฟ้า (
EV Car)”...อีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจและไปได้ไกลกว่าเมกะเทรนด์

เริ่มที่ กุลฉัตร จันทวิมล รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนสายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองว่าธีมการลงทุนในธุรกิจ “โรงงานแบตเตอรี่” และ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)” ถือเป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจในอนาคตจะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งในระยะยาว



(กุลฉัตร จันทวิมล)



“โดยธีมการลงทุนเช่นนี้นักลงทุนหลายคนอาจจะมองเป็นธีมเมกะเทรนด์ที่แนวโน้มธุรกิจจะมีการเติบโตได้ในช่วง 5- 10 ปี แต่ทางเราประเมินว่าการลงทุนในธุรกิจโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ถือเป็นธีมการลงทุนแบบ มัลติธีม หรือเป็นการลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเติบโตได้ถึง 20-30ปี



การสนับสนุนจาก “ผู้ประกอบการ” และ “ภาครัฐ”...ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโต

สำหรับปัจจัยที่จะสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจนั้น หลังจากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันยิ่งมีปัญหารุนแรงมากขึ้นเกี่ยวกับมลพิษและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผู้ประกอบต่างๆ หันมาให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว โดยภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เองก็เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดเป็นเทรนด์การเปลี่ยนการใช้งานรถยนต์น้ำมันไปสู่การใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” มากขึ้น


“ขณะเดียวกันนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกก็ได้เริ่มส่งเสริมและรณรงค์ให้คำนึงถึงการจำกัดและลดปริมาณการปล่อยสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ในปัจจุบันประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ก็ได้มีการออกนโยบายที่ชัดเจนหรือในช่วงปี 2030 – 2050 จะเลิกผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทดแทน”





ซึ่งจากปัจจัยสำคัญดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยการเติบโตนี้จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “การผลิตแบตเตอรี่”เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน สำหรับธุรกิจที่ผลิต แบตเตอรี่ลิเทียม (Lithium)’ ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ EV เนื่องจากวัตถุดิบหลักยังคงเป็นแบตเตอรี่ลิเทียม



เริ่มต้นลงทุนง่ายๆ...แค่มีติดพอร์ตไว้ 10-15
%

โดยอยากแนะนำนักลงทุนที่สนใจว่าสามารถเริ่มลงทุนหรือให้น้ำหนักราว 10-15% ซึ่งอาจจะปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ในอนาคตตามแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ แต่อย่างไรก็ด้วยราคาของหลักทรัพย์ที่ตัวปรับขึ้นมาสูง จึงอาจทำให้ในระยะสั้นมีความเสี่ยงในด้านการผันผวนของราคา


มุมมองการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญในครั้งนี้ อาจถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็น จุดแด่นของธุรกิจโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า(EVCar) ที่ในปัจจุบันอาจยังไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนมากนัก ด้วยแนวโน้มทิศทางที่อาจประเมินได้ยากและช่องทางการลงทุนที่มีให้เลือกไม่มากนัก แต่จากการฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในครั้งนี้ต้องยอมรับว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจอีกหนึ่งธุรกิจเลยทีเดียว

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา