“กองทุนทองคำ” ฟื้นตามราคาทองโลก “เขียวยกแผง”... ลุ้นราคาทะยานทะลุ 2,000 ดอลลาร์ รับ “ดอลลาร์อ่อน-Bond Yield ลง” !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องผลงานของกลุ่ม “กองทุนทองคำ” กันบ้าง ปีนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว +3.94% มาอยู่ที่ระดับ 1,915 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์อีกครั้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ส.ค. 23)
ถือว่าฟื้นตัวมาได้จากในปีก่อนแม้จะไม่ร้อนแรงอะไรก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผลงานของกลุ่ม “กองทุนทองคำ” ปีนี้ทั้ง 51 กอง กลับมาเขียวยกแผงอีกครั้ง บวกกันตั้งแต่ 0.86 – 13.01% ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +2.52% ใกล้เคียงกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาในปีนี้
โดยตลาดยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางของราคาทองคำปีนี้และปีหน้าพอสมควร หลัง Fed จบดอกเบี้ยขาขึ้นและจะกลับทิศเป็นขาลงในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาอ่อนและ Bond Yield ปรับตัวลง หนุนส่งราคาทองให้ปรับตัวขึ้นได้ มองกันว่ามีโอกาสทะลุ 2,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ได้เช่นกัน
ผลงาน “กองทุนทองคำ” ปีนี้เป็นยังไงบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้สรุปอัพเดทเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
Top5 “กองทุนทองคำ” โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +7.76%...“K-GOLD-C(A)” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +13.01%
ปัจจุบัน “กองทุนทองคำ” มีทั้งหมด 51 กอง เขียวยกแผง ทำผลงานตั้งแต่ต้นปีได้เฉลี่ย +2.52% โดยมี 24 กอง คิดเป็น 47% ที่ชนะค่าเฉลี่ยของกลุ่มได้ และอีก 27 กอง คิดเป็น 53% แพ้ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
โดย “กองทุนทองคำ” ในปัจจุบันจะไปลงทุนใน “ทองคำแท่ง 99.99%” เป็นสำคัญ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) ลงทุนผ่านกองทุนรวม และ 2) ลงทุนตรงเอง
สำหรับ “กองทุนทองคำ” ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรกนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 11 ส.ค. 23) ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +7.76%
โดยมี 4 กองที่ลงทุนในกองทุนหลักเดียวกัน นั่นก็คือ “SPDR Gold Trust” ที่เน้นลงทุนในทองคำแท่งเพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาดโลก จัดตังและบริหารจัดการโดย World Gold Trust Services, LLC ที่ถือหุ้นโดย World Gold Council (WGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากําไรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ทั้ง 4 กอง ประกอบด้วย อันดับ1 “K-GOLD-C(A)” ของบลจ.กสิกรไทย +13.01% โดยกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ 2) “SCBGOLDE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +6.83%, 4) “BGOLDRMF” ของบลจ.บัวหลวง +6.24% และ 5) “KF-GOLD” ของบลจ.กรุงศรี +6.15%
ส่วนอันดับ3) “TGoldBullion-UH” ของบลจ.อีสท์สปริง นั้น จะลงทุนโดยตรงในทองคำแท่ง (Physical gold หรือ Gold bullion) ในต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นทองคำที่ผลิตโดยผู้ผลิตที่ผ่านการรับรอง (acceptable refiners) จาก London Bullion Market Association (LBMA) ซึ่งมีมาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำไม่ต่ำกว่า 99.5% (หรือความบริสุทธิ์ 995 ส่วนใน 1,000 ส่วน) เป็นต้น สามารถทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ +6.58%
คาด “ราคาทอง” มีโอกาสทะลุ 2,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์
ล่าสุดทาง “Heng Koon How” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาด เศรษฐกิจโลก และการวิจัยตลาด ธนาคาร UOB ได้ให้มุมมองกับทาง CNBC ไว้ว่า คาดการณ์ว่าทองคำจะซื้อขายที่ระดับ 2,100 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ภายในไตรมาส 2/24 โดยดีมานด์ทองคำก็ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการซื้อทองคำของธนาคารกลางที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับความต้องการของผู้บริโภค การกลับมาของความต้องการเครื่องประดับทองจากจีนและอินเดียที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังคาดว่า ราคาทองคำจะสร้างสถิติใหม่ภายในครึ่งหลังของปี24 โดยแรงผลักดันสำคัญในมุมมองเชิงบวกคือการคาดการณ์ที่ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยถึงจุดสูงสุดแล้ว

เช่นเดียวกับมุมมองของ “InvestingHaven” เวบไซด์ด้านการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มองว่า ราคาทองคำปีนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,700 – 2,100 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ โดยคาดว่าราคาทองจะขึ้นไปสูงกว่า 2,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ได้ในปี23 และจะขึ้นไปสู่ระดับ 2,500 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ได้ในปี24 – 25 จากแนวโน้มดอกลาร์ที่อ่อนค่าและ Bond Yield ที่มีแนวโน้มลดลงในอนาคต จะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นได้
“กองทุนทองคำ” เป็นกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนทั่วโลกคุ้นเคย ซึ่งการจะมีทองคำติดพอร์ตไว้ช่วยกระจายความเสี่ยง จะช่วยให้พอร์ตมีสุขภาพที่ดีขึ้น ความเสี่ยงโดยรวมลดลงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
