“หุ้นสหรัฐ” ไม่ฟองสบู่พร้อมทะยานต่อ-ชู “หุ้นใหญ่” เด่นสุด... สถิติฟ้องผลตอบแทน 13 – 18% หลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย 6 – 12 เดือน !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องโอกาสการลงทุนในตลาด “หุ้นสหรัฐ” ที่ยังคงเดินหน้าบวกแล้ว บวกอยู่ บวกต่อไป
ที่เคยคิดว่าจะหมดกำลัง หลังวิ่งทะยานฝ่าวิกฤติ COVID-19 มาแล้ว ที่ไหนได้ จนถึงวันนี้ยังแรงดีไม่มีแผ่วเลยทีเดียว ปีนี้ “หุ้นสหรัฐ” ก็ติดอันดับตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแล้ว
ดัชนี “S&P500” ตั้งแต่ต้นปีบวกไป +18% เป็นรอง “Nasdaq-100” ที่ปไกลกว่า +43% เลยทีเดียว !!!
ทำให้ผลงานกลุ่ม “กองหุ้นสหรัฐ” ปีนี้ช่วง 8 เดือนแรก บวกไปแล้วเฉลี่ย +19.69%
เสียงเตือนเริ่มมา เสียงเชียร์ก็มี วิ่งมาไกลแบบนี้...บางทีก็มีเสียวเช่นกัน
ล่าสุด “ก.พาณิชย์สหรัฐ” เปิดตัวเลขประมาณการครั้งที่2 ของ GDP ไตรมาส2/23 ขยายตัว 2.1% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.4% และต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 2.4% หลังจากมีการขยายตัว 2.0% ในไตรมาส 1/23 ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณชะลอตัวลง
แต่ “หุ้นสหรัฐ” ยังคงอยู่ในเรดาร์การลงทุนอยู่ในปัจจุบัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองที่น่าสนใจในเรื่องนี้พร้อมๆ กันได้เลย

“ศก.สหรัฐ” ฟื้นตัวแข็งแกร่ง...“เงินเฟ้อ” ยังสูงกว่าเป้าหมาย-“ส่วนชดเชยอัตราเงินเฟ้อ” อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
โดย “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” มองว่า ภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชนและตัวเลขการจ้างที่ออกมาดี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาธนาคารในสหรัฐก็ตาม ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ไปถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในอนาคตว่าอาจจะไม่ปรับลดลงได้ง่ายเนื่องจากเศรษฐกิจที่โตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเป็นที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อได้ปรับลดลงและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะจบลงแล้วก็ตาม แต่อัตราเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายและมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาสูงขึ้นได้อีกในอนาคต ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตของนักลงทุนที่ยังคาดว่าเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้นต่อเนื่องและแตะระดับสูงสุดอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ Bond yield ปรับเพิ่มสูงขึ้นเพื่อเป็นการชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต”
มองบวก “หุ้นสหรัฐ” กำไรบจ.เติบโตแรงหนุนยังมี...ชี้ “Nasdaq” แพง- “S&P500” กลางๆ
เช่นเดียวกับ “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ที่มองว่า เรื่องของเงินเฟ้อสหรัฐน่าจะเอาอยู่ อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ลงเร็วเพราะ Fed คงต้องจัดการเงินเฟ้อให้ได้ก่อน ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเป็นแค่ Soft Landing จากสถิติ 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่2 มาสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยไป 12 ครั้ง Soft Landing สำเร็จเพียงครั้งเดียว ในช่วงปี1994-1995 ที่เหลืออีก 11 ครั้ง เป็น Hard Landing ในช่วงปี1970-1980 เกิด Oil Shock เงินเฟ้อพุ่งสูงทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยลงจากระดับ 20% ลงมาเหลือ 3 – 5% ในระยะเวลาสั้น แต่ในครั้งนี้ความเสี่ยงจากราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นน่าจะลดลงหลังจากที่เศรษฐกิจเองมีแนวโน้มชะลอตัวลงเช่นกัน ไม่ได้ฟื้นตัวแรงอย่างที่เคยมองไว้ในช่วงแรก ดังนั้นดอกเบี้ย Fed น่าจะใกล้จบแล้วทรงตัวก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลงในปีหน้า

(ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ)
“เราไม่ได้มองว่าสหรัฐมีฟองสบู่ เพียงแต่มีปัญหาหนี้สูง ในแง่ของมูลค่าหุ้น Nasdaq แพง แต่หุ้น S&P500 ยังกลางๆ กำไรบริษัทจดทะเบียนปี24 ยังเติบโตได้ 25.8% และ 10.3% ตามลำดับ แรงหนุนยังมีแต่แนะนำขายตลาดที่แพง ซื้อตลาดที่ถูกและน่าสนใจกว่า โดยมีมุมมองเชิงบวกกับหุ้นสหรัฐจากเงินเฟ้อที่ชะลอตัว, ดอกเบี้ยใกล้จุดสูงสุด และเศรษฐกิจสหรัฐที่อาจจะไม่เกิด Recession หรือถ้าเกิดจะเป็นแบบอ่อนๆ เท่านั้น”
สถิติฟ้อง “หุ้นใหญ่สหรัฐ” ความสามารถในการทำกำไรสูง...หลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย 6 – 12 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13-18%
ด้าน “บลจ.กสิกรไทย” มองว่า ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มลดดอกเบี้ยลงในเดือนมิ.ย.24 ในส่วนของโอกาสเกิด “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ก็ลดลงและถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน หากดูจากสถิติพบว่า “หุ้นใหญ่สหรัฐ” มีความสามารถในการทำกำไรสูง ในช่วง 3 ปี (2019-2022) มี ROE 15.8% และมี Earning Growth 10.7% ต่อปี ไม่เพียงเท่านี้จากสถิติยังพบว่าหลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย พบว่า “หุ้นใหญ่สหรัฐ” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.2% และ 18.9% หลังจากนั้น 3 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ
“สิ่งที่ทำให้หุ้นสหรัฐยังคงน่าสนใจนั่นก็คือ 1) เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งกว่าคาด โอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยในระยะถัดไปลดลง 2) Fed ใกล้หยุดการขึ้นดอกเบี้ย ลดแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป 3) ผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เป็นโอกาสในการสะสมหุ้นสหรัฐ ที่คาดว่ากำไรยังเติบโตได้ 12% ในปี24 และ 4) บริษัทในตลาดสหรัฐมีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าตลาดอื่นๆ”

สำหรับ “กองหุ้นสหรัฐ” ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับ ช่วง 8 เดือนแรกนั้น ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยกว่า +38.52% ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนใน “หุ้นเติบโตกลุ่มเทคฯ” เป็นสำคัญ ได้แก่ MEGA10RMF +46.35%, BCAP-USND100 +36.85%, KKP NDQ100-H-F +36.73%, TLUSNDQ-H-A +36.40% และ K-USXNDQ-A(A) +36.27%
ส่วนกลุ่มท้ายตาราง 5 อันดับ ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย -1.47% ที่ยังติดลบมี 3 กอง เป็นกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ทั้งหมด ได้แก่ TUSMS ผลตอบแทนติดลบ -7.88%, SCBUSSM -2.08% และ ABAGS -0.02%
“หุ้นสหรัฐ” บวกแล้ว บวกอยู่ บวกต่อไป แม้ในอนาคตอาจจะไม่ได้เติบโตร้อนแรงเหมือนในอดีตก็ตาม แต่ก็เชื่อกันว่ายังมีโมเมนตัมที่มาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่จะกลับสู่ขาลงในอนาคต นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ไม่ควรละเลยที่จะสอยมาติดพอร์ตไว้แต่ประการใด
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
