เร็วไปที่จะดีใจกับ “กบช.”...ยังต้องผ่านอีกหลายด่าน- “ค่อยดีใจ” หลังผ่านเป็นกม.บังคับใช้ดีกว่า !!!
“สงกรานต์” ปีฉลู-2021 นี้ ท่ามกลางข่าวร้ายของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ‘ระลอก3’ นั้น ก็แอบมีข่าวดีเล็กๆ ก่อนหน้าในวันที่ 30 มี.ค. 21 ที่ผ่านมา “คณะรัฐมนตรี” ได้รับร่าง “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” แล้ว
ซึ่งถือเป็นการเดินทางไกลที่สุดเท่าที่เคยมีการผลักดันกันมาเลยทีเดียว!!!
แต่ดูภาคเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเงียบๆ ไป...ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล
หลังจากนี้จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการ” ให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแนวทางการจัดระบบบำเหน็จบำนาญในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ จะมีทั้งหมด 13 คน โดยมี “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธาน และ “ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)” เป็นกรรมการ และเลขานุการ
ซึ่งครม. ได้มอบหมายให้ “คณะกรรมการกฤษฎีกา” ตรวจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกระทรวงแรงงาน, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นี่ยังไม่นับรวมขั้นตอนในการเข้าพิจารณาในสภาอีกต่างหาก ก็คงต้องตามติดและติดตามพร้อมกับตามลุ้นกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีบทสรุปสำคัญๆ ในร่างกฎหมายกบช. ที่น่าสนใจมาอัพเดทให้ฟังกัน
“กบช.” คือ เสาหลักที่หายไปจาก ‘ระบบการออมเพื่อเกษียณ’ ของไทยในปัจจุบัน
จากสถานการณ์ผู้สูงอายุ ที่คาดว่าในอนาคต ถ้านับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป จะมีคนไทยอายุ 60 ปี ถึงปีละ 1 ล้านคน และในปี 2033 จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมาก คิดเป็นร้อยละ 28% ของประชาชนทั้งประเทศ ในขณะที่จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ในปี 2019 มีจำนวนที่ลดลง เหลือเพียง 6.1 แสนคน “รัฐบาล” กังวลว่าคนไทยจะอยู่อย่างไรใน “วัยเกษียณ” ถ้าไม่มีรายได้ จะทำอย่างไรให้มีความมั่นคงในบั่นปลายชีวิต มีเงินใช้อย่างเพียงพอ
“ครม.จึงรับร่าง ‘พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)’ ซึ่งเป็น ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ’ ที่หายไปจากระบบการออมเพื่อเกษียณของไทยในปัจจุบัน ไม่เพียงจะตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณให้แรงงานในระบบแล้ว ยังตอบโจทย์ภาครัฐในการลดภาระการดูแลคนเหล่านี้ในอนาคตด้วยเช่นกัน”
ไม่ต้องอื่นไกล ดูผลกระทบกับคนไทยจาก “วิกฤติ COVID-19” รัฐก็ต้องยื่นมามาดูแลเป็นงบประมาณไม่ใช่น้อย ในอนาคตหากปล่อยให้เกิดปัญหาคนเกษียณไม่มีรายได้ ก็คิดตามกันเอาได้เลย

“กบช.” ตั้งเป้าให้แรงงานในระบบมีรายได้หลังเกษียณ ‘ไม่ต่ำกว่า 50%’ ของรายได้ก่อนเกษียณ
นั่นทำให้ “เป้าหมายหลัก” ของกฎหมายกบช. คือ ช่วยให้แรงงานในระบบมีรายได้หลังเกษียณ ‘ไม่ต่ำกว่า 50%’ ของรายได้ก่อนเกษียณ ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าจะช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณของแรงงานไทยในระบบไม่ลำบาก
โดยจะจัดตั้ง “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” ขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานของรัฐ และมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์คือ ให้เป็น “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ” สำหรับแรงงานในระบบ ทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์กรมหาชน และพนักงานในรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญ
“กองทุนนี้จะถือเป็นศูนย์กลางบูรณาการการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบบำเหน็จบำนาญด้วย”
ในสาระของกฎหมาย กำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี ที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องเป็นสมาชิกของ กบช. กำหนดให้ “ลูกจ้าง” และ “นายจ้าง” ส่งเงินสมทบแต่ละฝ่าย โดยกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด ‘ไม่เกิน 60,000 บาทต่อเดือน’ เช่น
-ถ้าเป็นลูกจ้างปีที่ 1-3 ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3% ของค่าจ้าง
-ปีที่ 4-6 ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5% ของค่าจ้าง
-ถ้าปีที่ 10 เป็นต้นไป ไม่น้อยกว่า 7-10% ของค่าจ้าง
-ถ้ากรณีที่ลูกจ้างเงินเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ให้นายจ้างส่งเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว
“โดยการรับเงินจาก กบช.นี้ จะรับเงินเมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปี สามารถเลือกได้ว่าจะเป็น ‘บำเหน็จ’ หรือ ‘บำนาญรายเดือน’ เป็นระยะเวลา 20 ปี”
การเดินหน้า พ.ร.บ.กบช.ในท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 ถือเป็นความท้าทายของ “สศค.” ซึ่งเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และผู้มีอำนาจในรัฐสภาที่จะช่วยกันขับเคลื่อนกฎหมายที่เป็นแกนของความั่นคงทางการเงินในระดับหนึ่งให้ “แรงงานในระบบ” ของไทยได้ผ่านเป็นกฎหมายออกมาใช้ได้ทันในรัฐบาลชุดนี้ ไม่กลายเป็น “มวยล้ม...ต้มคนดู” แท้งไปเสียก่อนคลอดก็แล้วกัน
