“หุ้นสหรัฐ” ไตรมาส3 พักฐาน -3.2% แต่ 9 เดือนแรกยัง +20.6%... “กลุ่มพลังงาน” บวกสวนตลาดกว่า +12.7% หลังราคาน้ำมันพุ่ง !!!
Fun of Funds: ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีสำหรับ “หุ้นสหรัฐ” เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีตลาดหนึ่งในโลก ดัชนี Nasdaq-100 +35.75%, Nasdaq +26.50% และ S&P500 +11.08%
ส่วน “ตราสารหนี้สหรัฐ” ก็ดูมีเสน่ห์มากขึ้นหลังทิศทางดอกเบี้ยใกล้จุดสูงสุดและน่าจะจบขาลงในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่3/23 ที่ผ่านมานั้น ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ในตลาดสหรัฐต่างปรับตัวลดลง จากการที่ Bond Yield เด้งขึ้นมา รวมถึงความกังวลที่ดอกเบี้ยอาจจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง “Higher for Longer” นั่นเอง !!!
ภาพของ “ตลาดสหรัฐ” ในไตรมาสที่3/23 ที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นสหรัฐ” ไตรมาส3/23 เจอ “Bond Yield” เด้ง...ทำ “หุ้น” แดงยกแผง...ส่วน “หุ้นพลังงาน” บวกสวนตลาด +12.7% ตามราคาน้ำมันพุ่ง
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” สรุปภาพรวมตลาดสหรัฐในไตรมาสที่3/23 ว่าหลังจากที่ Fed ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกระยะ (Higher for longer) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนใน “ตลาดตราหนี้” ปรับเพิ่มสูงขึ้นและ “ตลาดหุ้น” ปรับลดลง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่งนั้นส่งผลต่อความคาดหวังของนักลงทุนต่อแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ระยะสั้นพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงได้อีกนานเท่าไหร่ และสภาพเศรษฐกิจจะเติบโตโดยที่ไม่เกิดภาวะถดถอยได้หรือไม่
ในไตรมาสที่ 3 “ตลาดหุ้นสหรัฐ” โดยรวมปรับลดลง -3.19% โดยแกว่งตัวในกรอบแคบ +/- 3.2-3.5% (หากนับตั้งแต่ต้นปี Morningstar US Market Index +20.6%) นำโดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Nvidia ที่มีผลต่อการปรับขึ้นของตลาดถึง 78%

“อย่างไรก็ดีตลาดหุ้นสหรัฐได้ปรับตัวลงในช่วงส.ค.-ก.ย. ซึ่งนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลุ่มเดิม คือ Apple, Microsoft และ Nvidia รวมถึง Tesla และ Meta Platforms ที่ปรับลดลงเช่นกัน ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานในไตรมาส3 ปรับเพิ่มขึ้น +12.66% สวนทางตลาดโดยรวมที่ลดลงซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนมาแตะระดับ 90 ดอลลาร์/บาเรล นับตั้งแต่พ.ย. 22 นั่นเอง โดยนักวิเคราะห์ของ ‘Morningstar’ เห็นว่าปัจจุบันราคา ‘หุ้นพลังงาน’ นั้นถึงระดับมูลค่าพื้นฐานแล้ว ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับลดลงหนักกว่า -8.46% ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และหุ้นกลุ่มปันผลสูงปรับเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าตลาดโดยรวม”
ไตรมาส3/23 “หุ้นคุณค่า” outperform “หุ้นเติบโต”...ส่วน “หุ้นเล็ก” ดิ่งหนักกว่า “หุ้นใหญ่”
ในภาวะ Bond yields ที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม “หุ้นคุณค่า” (Value) ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า “หุ้นเติบโต” (Growth) แม้ที่ผ่านมาหุ้นกลุ่ม Growth จะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่ากลุ่ม Value ก็ตาม โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังนำตลาดอย่าง Microsoft, Apple, Nvidia โดยในไตรมาส3 “หุ้นคุณค่า” -1.9% ส่วน “หุ้นเติบโต” -5.9% นอกจากนี้ “หุ้นที่มีขนาดเล็ก” ก็ปรับลดลงในอัตราที่มากกว่าด้วยเช่นกัน -4.6% เทียบกับ “หุ้นขนาดใหญ่” ที่ติดลบเพียง -2.5%
“ตราสารหนี้สหรัฐ” ไตรมาส3/23 กังวลดอกเบี้ยสูง...ทำ “ตราสารหนี้ระยะยาว” ร่วงแรง ด้าน “Morningstar” คาด Fed เริ่มลดดอกเบี้ยช่วงปี24-25
เดือนก.ค. Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 5.25 – 5.50% ขณะที่ในเดือนก.ย. Fed ยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้ ด้านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “Preston Caldwell” ของ Morningstar คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปี24-25 เนื่องจากคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วและ GDP จะชะลอลงซึ่งนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง
ในไตรมาส3 ที่ผ่านมากลุ่มตราสารหนี้โดยเฉพาะ “ตราสารหนี้ระยะยาว” ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน รวมไปถึงแผนการออกพันธบัตรของรัฐบาลเพิ่มเติมที่มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดย Morningstar US Core Bond Index -3% ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และกองทุนตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ติดลบในช่วงนี้เช่นกัน

“ขณะที่ Yield ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงเหมือนช่วงปี 2007 ตราสารหนี้ที่มี Durations ยาวมากๆโดยเฉพาะรุ่นที่มีอายุครบกำหนดมากกว่า 10 ปี ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบ โดย Morningstar Long-Term Treasury Bond Index -11.9% และ Morningstar Long-Term Core Bond Index -9.5% อย่างไรก็ดีกลุ่ม High-yield bonds ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและคุณภาพเครดิตที่ต่ำกว่านั้นกลับให้ผลการดำเนินงานที่ดีกว่าตราสารหนี้ทั่วไป เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่สูงมากอยู่แล้ว”
ในไตรมาสที่ผ่านมา “ตลาดหุ้น” เคลื่อนไหวในกรอบแคบทำให้ค่าความผันผวนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ขณะที่ “ตลาดตราสารหนี้” ความผันผวนสูงขึ้นจากอดีตเกือบ 2 เท่า หลังจากที่คาดว่า Fed น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงอีกนาน (Hawkish stance) ทำให้กระทบผลตอบแทนในกลุ่มตราสารหนี้
แต่ “ตลาดสหรัฐ” ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ที่สำคัญและอยู่ในเรดาร์การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกเสมอมา แม้ไตรมาสที่3 ภาพรวมอาจจะ “ร่วง” ลงมาบ้างก็ตาม
