“จุดจบ” ดอกเบี้ยขาขึ้น...ชี้จังหวะขยับสู่ “สินทรัพย์เสี่ยง” ชู “ONE-ULTRAPLUS” คุ้ม 3 เด้ง “ผลตอบแทน-ประกัน-เซฟภาษี” !!!
Fun of Funds: นวัตกรรมกองทุนที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนไทย เป็นสิ่งที่ถือเป็นความโดดเด่นของ “บลจ.วรรณ” ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆ เสมอมา
ย้อนไป 10 ปีก่อน ก็มีการนำเสนอ “ONE-ULTRA” ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่แถมประกันสุขภาพเอาไว้ให้ด้วย ได้ทั้งผลตอบแทนและความคุ้มครองสุขภาพไปแบบ 2 in 1 กันไปแล้ว
วันนี้ ก็มาพร้อมกองทุนน้องใหม่ “ONE-ULTRAPLUS” ที่ยังคงประโยชน์เอาไว้ครบครันสำหรับชนิดหน่วยลงทุนปกติ พร้อมเพิ่มเติม “ประโยชน์ทางภาษี” สำหรับชนิดหน่วยเพื่อการออม SSF อีกด้วย
ซึ่งทำให้เป็น “กองทุนแรก” ในอุตสาหกรรมที่ให้คุ้มสุดๆ 3 เด้ง ทั้ง “ผลตอบแทน-ประกัน-เซฟภาษี” ไปพร้อมๆ กัน
กองทุน “ONE-ULTRAPLUS” น่าสนใจยังไง ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาอัพเดทให้ฟังกัน

“ONE-ULTRAPLUS”: ประโยชน์ 3 เด้ง “ผลตอบแทน-ประกัน-เซฟภาษี”
โดย “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ บอกว่า หลังจาก “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่มี.ค.22 มาจนถึงปัจจุบันที่ระดับ 5.25 – 5.50% น่าจะใกล้ระดับสูงสุดหรือผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีในการจะขยับเข้าสู่การลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” เพิ่มขึ้น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี เพราะในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นนั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อดอกเบี้ยมองว่าถึงจุดสิ้นสุดวงจรขาขึ้นและมีโอกาสปรับตัวลงได้ในปีหน้าก็จะส่งผลดีต่อทั้งหุ้นและตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน บริษัทจึงนำเสนอ “กองทุนเปิด วรรณ อัลตร้า อินคัม พลัสฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป” (ONE-ULTRAPLUS-RA) และ “กองทุนเปิดวรรณ อัลตร้า อินคัม พลัส ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล (ONE-ULTRAPLUS-ASSF)” มาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจในช่วงนี้ โดยอยู่ระหว่างเสนอขายวันนี้ – 19 ธ.ค. 23
โดยผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนทั้ง 2 กองทุน ยังจะได้รับ “สิทธิประโยชน์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ” ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของ “บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต” ซึ่งสิทธิการคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยของผู้ถือหน่วยลงทุนเช่นเดิม ในชนิดหน่วยลงทุนเพื่อการออม SSF ยังได้ “ประโยชน์ทางภาษี” เพิ่มเติมเป็นกองแรกของอุตสาหกรรมที่ให้ประโยชน์ 3 เด้ง เช่นนี้อีกด้วย”

(พจน์ หะริณสุต)
“สำหรับ ONE-ULTRAPLUS-RA และ ONE-ULTRAPLUS-ASSF มีการบริหารพอร์ตแบบ Active Asset Allocation ที่มีสัดส่วนการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น 0-100% โดยมีสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 80% (หุ้นต่างประเทศ 60%, หุ้นในประเทศ 10% และสินทรัพย์ทางเลือก 10%) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 6-8%ต่อปี (หลังหักค่าใช้จ่าย) ในกรณีที่ตลาดผันผวนหรือเกิดวิกฤติ กองทุนสามารถลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงลงมาได้มากกว่าครึ่ง เพื่อลดผลกระทบในเชิงลบจากภาวะตลาดได้ทันที ซึ่งจริงๆ สามารถจะลดลงไปได้จนถึง 0% เลยทีเดียว แต่ในทางปฏิบัติคงไม่ไปถึงตรงนั้น นักลงทุนจึงสบายใจได้ว่าจะมีทีมผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ดูแลการลงทุนให้อย่างใกล้ชิด”
“5 แผนคุ้มครองสุขภาพ”: ขึ้นกับจำนวนหน่วยที่ลงทุน
ด้าน “พุฒิพัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานประกันกลุ่ม บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต บอกว่า ในส่วนของความคุ้มครองจากเมืองไทยประกันชีวิตที่มอบให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุน “ONE-ULTRAPLUS” ครอบคลุมการประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพ ซึ่งจะดูจาก “จำนวนหน่วยลงทุน” ที่นักลงทุนถือลงทุนเป็นสำคัญว่าจะอยู่ในแผนไหน ดังนั้นราคาหน่วยลงทุนขึ้นหรือลงก็จะไม่กระทบต่อสิทธิที่นักลงทุนจะได้รับแต่ประการใด โดยทางบลจ.วรรณจะสรุปสิทธิของผู้ลงทุนทุกไตรมาส ทุกวันที่ 1 ของเดือน ม.ค. / เม.ย. / ก.ค. / ต.ค. มาให้กับทางเมืองไทยประกันชีวิตอีกครั้ง

(พุฒิพัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์)
“โดยความคุ้มครองแบ่งออกเป็น 5 แผน ประกอบด้วย แผนที่ 1 สำหรับหน่วยลงทุนตั้งแต่ 4,500 หน่วยแต่ไม่ถึง 45,000 หน่วย แผนที่ 2 หน่วยลงทุนตั้งแต่ 45,000 หน่วย แต่ไม่ถึง 145,000 หน่วย แผนที่ 3 หน่วยลงทุนตั้งแต่ 145,000 หน่วย แต่ไม่ถึง 450,000 หน่วย แผนที่ 4 หน่วยลงทุนตั้งแต่ 450,000 หน่วย แต่ไม่ถึง 900,000 หน่วย และแผนที่ 5 หน่วยลงทุนตั้งแต่ 900,000 หน่วยขึ้นไป
โดยให้ความคุ้มครองทั้งกรณีการเสียชีวิต และการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ทั้งค่าห้องผู้ป่วยปกติ ค่าห้องผู้ป่วยหนัก (I.C.U.) ค่าแพทย์ ค่าตรวจ ค่ารักษาพยาบาลอุบัติเหตุฉุกเฉิน เป็นต้น รวมทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) (เงื่อนไขเป็นไปตามแผนความคุ้มครองที่ บลจ.วรรณ และ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิตกำหนด)
ผู้มีสิทธิได้รับความคุ้มครองประกันชีวิตและสุขภาพดังกล่าว จะต้องเป็นบุคคลธรรมดา มีอายุระหว่าง 15-75 ปี มีสุขภาพแข็งแรง โดยความคุ้มครองจะเริ่มต้นทุกวันที่ 1 ของแต่ละไตรมาส หรือ 1 ม.ค. หรือ 1 เม.ย. หรือ 1 ก.ค. หรือ 1 ต.ค. ของทุกปี และระยะเวลาของความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่ม (ระยะเวลากรมธรรม์มีผลบังคับ 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2024 เงื่อนไขเป็นไปตามแผนความคุ้มครองที่ บลจ.วรรณ และ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิตกำหนด)

“ONE-ULTRAPLUS”: นวัตกรรมกองทุนที่ตอบโจทย์ Life Style คนไทย
เช่นเดียวกับ “นันทรัตน์ สุรักขกะ”กรรมการ บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ และบจ.เคจีไอ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ (ปทท.) ที่มองว่า กองทุน “ONE-ULTRAPLUS-RA” และ “ONE-ULTRAPLUS-ASSF” นับว่าเป็นความร่วมมือกันครั้งแรกของ “บลจ.วรรณ” และ “เมืองไทยประกันชีวิต” ซึ่งเราได้ “บจ.เคจีไอ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ (ปทท.)” บริษัทในเครือของ “บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ” ในฐานะบริษัทแม่ของวรรณ เป็นผู้คัดเลือกบริษัทประกันชีวิตที่ดีให้แก่บลจ.วรรณ นับเป็นกองทุนแรกของประเทศไทยซึ่งยกระดับนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่อีกขั้นที่นำผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองสุขภาพและชีวิตผนวกเข้ากับเรื่องของการลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อมอบโอกาสได้รับผลตอบแทนพร้อมเพิ่มมูลค่าการลงทุนด้วยสิทธิลดหย่อนทางภาษีรวมเป็นหนึ่ง

(นันทรัตน์ สุรักขกะ)
“ทาง ‘บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต’ เป็นบริษัทที่มั่นคงและมีชื่อเสียง ในขณะที่ ‘บลจ.วรรณ’ เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมกองทุนที่นำเสนอกองทุนในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจย์ Life Style คนไทยได้เป็นอย่างดี กองทุน ONE-ULTRAPLUS ก็เช่นเดียวกันสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนในยุคนี้โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสร้างหลักประกัน ภายใต้แนวคิดเงินก้อนเดียว คือ ชีวิต สุขภาพ ความมั่งคั่ง ถือเป็นการสร้างความแตกต่างของอุตสาหกรรมกองทุนรวมและเพิ่มมูลค่าการลงทุนที่ดี ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 5,000 บาท เท่านั้น”
สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งโอกาสได้รับ “ผลตอบแทนที่ดี” ในระยะยาว และ “ประกันสุขภาพ-ประกันชีวิต” และในช่วงเทศกาลลดหย่อนภาษีท้ายปีเช่นนี้ เพิ่มเติมด้วย “ประโยชน์ทางภาษี” เชื่อว่ากองทุน “ONE-ULTRAPLUS” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ของคุณได้ไม่มากก็น้อย
