“กอง B-CHINE-EQ”…กับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจาก “หุ้นจีนทั่วโลก” !!!
กระแสการลงทุนใน “ประเทศจีน” แม้ว่าในช่วงนี้จะเริ่มแผ่วไปบ้างเนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากการแจกจ่ายวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 เริ่มครอบคลุมไปยังประเทศต่างๆ
แต่ด้วยสถานการณ์อัตราการเติบโตของแต่ละประเทศยังต้องใช้เวลาค่อนข้างยาก เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19
จึงทำให้ประเทศที่ดูยังน่าสนใจในระดับต้นๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะเป็นประเทศจีนที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ จะทำให้นักลงทุนมองข้ามไปได้
อย่างไรก็ดีการจะลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศเอง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน บทบาทของ “กองทุนรวม” จึงเป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนจะคำนึงถึงอยู่เสมอ
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีกองทุนรวมหุ้นจีนที่น่าสนใจอีกหนึ่งกอง ได้แก่ “กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ)” มาแนะนำและแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจและคนอ่านกันในครั้งนี้ ซึ่งมีดีกรีอย่าง “มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว” ให้ด้วย
“กอง B-CHINE-EQ” โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 3 ปีกว่าเฉลี่ย 13.05% ต่อปี
ไตรมาสแรกที่ผ่านมา “กองหุ้นจีน” เป็นกลุ่มกองทุนที่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากที่สุด 5.46 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่กลุ่มนักลงทุนไทยมีต่อ “ตลาดหุ้นจีน” ได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอับดับ2 ของโลก กับการเติบโตในระดับ 8.4% ในปีนี้ และ 5.6% ในปีหน้า จากการประมาณการของ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” ต้องถือว่าสูงมากสำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เช่นนี้
“หุ้นจีน” เองก็ก้าวมามีบทบาทสำคัญในตลาดโลกหลายบริษัท เรียกว่าไม่ได้แพ้หุ้นจากตลาดพัฒนาแล้วจากฝั่งตะวันตกแต่ประการใด
แต่ “หุ้นจีน” ก็มีหลากหลายตลาดทั่วโลกไม่ว่าจะ A-Share, H-Share, American Deposit Recipient (ADR), B-Share, Red-Chips, P-Chips เป็นต้น ซึ่งทำให้ “กองหุ้นจีน” มีนโยบายลงทุนที่หลากหลายแล้วแต่บลจ.ที่ออกแบบมาด้วยเช่นกัน

สำหรับกองทุน “กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ)” นั้น จัดอยู่ในกลุ่มที่ลงทุนใน “หุ้นจีนทั่วโลก” กองทุนนี้มาจาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) บัวหลวง’ ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 26 เมษายน 2564) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 7,816,532,515 บาทและมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 13.75 บาทต่อหน่วย
“ซึ่งก่อนที่จะไปถึงนโยบายการลงทุนของกองนั้น คงจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้อย่างนโยบายการจ่ายปันผลที่จะจ่าย ‘ไม่เกินปีละ 4 ครั้ง’ หรือตามที่บริษัทจัดการเห็นสมควร โดยจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลครั้งละไม่เกิน 100% จากกำไรสะสม หรือกำไรจากการลงทุนสุทธิ หรือจากการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงานซึ่งตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจนถึงงวดผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค. 2564 กองทุนปันผลทั้งหมด 5 ครั้ง รวม 1.20 บาท ซึ่งน่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี”
สำหรับนโยบายการลงทุนของกองอย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้าว่าเป็นกองทุนรวมหุ้นจีน จึงจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทจีน ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศจีนหรือมีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน และจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับต่างๆ อย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกง จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งหลักทรัพย์ที่กองทุนจะลงทุน ได้แก่หุ้น A-Share, H-Share, American Deposit Recipient (ADR), B-Share, Red-Chips, P-Chips รวมถึงหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนในอนาคต ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์
“ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะมอบหมายให้ ‘Allianz Global Investors Asia Pacific Limited’ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งในฮ่องกงและได้รับ ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจัดการลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของ The Securities and Futures Commission of Hong Kong เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน (Outsourced Fund Manager)
ส่วนที่เหลืออาจพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivatives, Structured Note และกองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมภายใต้การจัดการเดียวกันโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของมูลค่าสินทรัพย์

โดยข้อมูลของหน่วย CIS ต่างประเทศ ที่กองทุนลงทุนเกินกว่า 20% ของมูลค่าสินทรัพย์ ประกอบไปด้วย
1. Allianz China A-Shares (PT (USD)) มีนโยบายแสวงหาการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีน ‘A-Shares’
2. Allianz Global Investors Fund - Allianz All China Equity (PT (USD)) มีนโยบายลงทุนระยะยาวในบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ เพื่อเฟ้นหาหลักทรัพย์ที่ดีที่สุดในพอร์ตโฟลิโอ โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน 3 ด้าน ประกอบไปด้วยบริษัทที่มีโอกาสเติบโต บริษัทที่มีคุณภาพ และบริษัทที่มีระดับราคาสมเหตุสมผล
ปัจจุบัน (ณ 31 มี.ค. 64) ‘กอง B-CHINE-EQ’ มีการลงทุนในหน่วยลงทุน 75.09%, ตราสารทุน 18.93%, เงินฝากและบัตรเงินฝาก 2.22% และสินทรัพย์และหนี้สินอื่นอีก 3.76%
ในส่วนของหุ้นที่ลงทุนนั้นแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่
1. พาณิชย์ 8.83%
2. สื่อและสิ่งพิมพ์ 2.89%
3. ประกันภัยและประกันชีวิต 2.73%
4. ชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคส์ 2.50%
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1.05%
“ในแง่ด้านผลการดำเนินงานของ ‘กอง B-CHINE-EQ’ ตั้งแต่จัดตั้งกองถือว่าทำได้ค่อนข้างดีโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13.05% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าดัชนีชี้วัดที่เฉลี่ยอยู่ที่ 6.23% ต่อปี ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานของกองอยู่ที่ 22.18% ต่อปี อย่างไรก็ดีกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ -29.68%”
สำหรับนักลงทุนที่สนใจนั้น กองทุนมีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกและมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปอยู่ที่ 500 บาท ขณะที่มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนและยอดคงเหลือขั้นต่ำนั้นไม่กำหนด โดยระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนจะได้ภ ายใน 5 วั น ทำการนับตั้งแต่วันทำการถัดจากวันทำการขายคืนหน่วยลงทุน
ส่วนช่องทางการซื้อขายกองทุนสามารถทำได้ผ่าน สาขาธนาคารกรุงเทพ ซึ่งจะบริการหักบัญชีเงินฝากเพื่อซื้อหน่วยลงทุนกองทุนเปิดแบบถัวเฉลี่ย และช่องทางออนไลน์ ประกอบไปด้วยโมบายแบงก์กิ้งจากธนาคารกรุงเทพบัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง, บัวหลวงเอทีเอ็มและบัวหลวงโฟน
“นักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นแต่ยังลังเลรูปแบบการลงทุน ผลิตภัณฑ์อย่าง ‘กองทุนรวม’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งความน่าสนใจของ ‘กอง B-CHINE-EQ’ นอกจากตัวนโยบายการลงทุนที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีจากการลงทุนใน ‘หุ้นจีนทั่วโลก’ แล้ว นโยบายการจ่ายปันผลก็ยังช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ถือหน่วยในระหว่างการลงทุนได้เช่นกัน”
