“ดอลลาร์อ่อน-เงินเฟ้อกลับมา” ปัจจัยหนุนราคาทอง...แนะมีติดพอร์ตไว้ 5-10%
“สินทรัพย์ทางเลือก” อย่าง “ทองคำ”...ถือเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่จะได้ความนิยมและความสนใจจากนักลงทุนในทุกยุคทุกสมัย
ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น คงต้องยอมรับว่า “ทองคำ” เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงโดยไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าหุ้นแต่อย่างใด จนทำให้ราคาทำสถิติใหม่ ‘สูงสุดในรอบ 5 ปี’ และต่อเนื่องในทุกเดือน
อย่างไรก็ดีการปรับตัวที่สูงขึ้นนั้นก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป เพราะในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนเย้ายวนใจนักลงทุน จึงทำให้ราคาทองที่ระดับ 2,070 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ลงมาที่ 1,780 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์
จึงอาจทำให้นักลงทุนเกิดความสงสัยว่าสินทรัพย์อย่างทองคำ จะสามารถลงทุนได้อยู่หรือไม่ และควรจะมีติดพอร์ตการลงทุนในสัดส่วนมากน้อยเพียงใด
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำมุมมองอีกหนึ่งด้านอย่างผู้เชี่ยวชาญในสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและคนอ่านกันในครั้งนี้
“ราคาทองคำ” ในปัจจุบันยืนได้...โอกาสลงมีน้อย
“ทองคำ” เสมือนหนึ่งเป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่มีค่าพกพาไปใช้ที่ไหนก็ได้ในโลก และยังรักษามูลค่าขอตัวเองได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นสินทรัพย์ประเภทที่ ‘ต่อสู้กับเงินเฟ้อ (Inflation Hedge)’ ได้เป็นอย่างดี ในยามที่เศรษฐกิจดี ทองคำอาจจะถูกลดบทบาทในการลงทุนไปบ้าง แต่เมื่อผสมไว้ในพอร์ตก็ช่วยให้พอร์ตการลงทุนของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ. ทิสโก้ จำกัด ให้มุมมองว่า ราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันนั้น หากดูตามกราฟเทคนิคนั้นก็เชื่อว่าระดับราคาในปัจจุบันเป็นระดับราคาที่สามารถยืนได้แล้ว
“ดอลลาร์อ่อน” จะช่วยหนุนให้ “ทองคำ” กลับขึ้นมาได้อีกครั้ง
ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาได้อีกครั้งนั้น ต้องติดตามอย่างปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ โดยถ้าหากค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะกลับมาอ่อนค่าก็จะช่วยให้ราคาทองคำกลับขึ้นมาบวกได้อีกครั้ง จากปัจจุบันที่ดอลลาร์ยังคงแข็งค่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ
เทรนด์ตัวเลข “เงินเฟ้อ” ขาขึ้น...อีกหนึ่งปัจจัยหนุนราคาทองคำ

ขณะเดียวกันแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อที่มีทิศทางจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของสหรัฐฯ และนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างน้อยไปอีก 1-2 ปี ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ก็ได้คาดการณ์ไว้แล้ว
“ก็จะช่วยให้ราคาทองคำกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติสินทรัพย์อย่าง ทองคำ มีหน้าที่อย่างการเฮดจ์จิ้งเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) ซึ่งจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้บทบาทของทองคำกลับขึ้นมาโดดเด่นอีกครั้ง”
แนะนักลงทุน “ทยอยซื้อ” เก็บสะสม...มีติดพอร์ตไว้ 5-10%
จึงอยากแนะนำนักลงทุนให้เริ่มทยอยซื้อเก็บสะสมได้ตั้งแต่ในช่วงนี้ เพราะราคายังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรที่จะให้น้ำหนักการลงทุนมากเกิน โดยสัดส่วนที่แนะนำควรอยู่ที่ระดับ 5-10% เพื่อให้ทำหน้าที่ในการรักษาบาลานซ์ของพอร์ตการลงทุนเท่านั้น
“ราคาทองคำ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับตัวลดลงมาจนน่าตกใจ แต่ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ตการลงทุนไว้ไม่มากก็น้อย เพื่อช่วยสร้างบาลานซ์ให้แก่พอร์ตการลงทุนในยามที่ภาวะตลาดหุ้นเกิดความผันผวน สินทรัพย์อย่างทองคำก็ถือเป็นสินทรัพย์อีกหนึ่งอย่างที่ช่วย ‘กระจายความเสี่ยง’ ให้พอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี”
