“กองหุ้นไทย” 2 ไซส์ ท้ายตาราง...ปีนี้แพ้ตลาดกว่า -9 ถึง -12% !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่องแชมป์ “กองหุ้นไทย” 2 ไซส์ 2 สไตล์ ของกลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” กับ “กองหุ้นใหญ่” กัน
ปีนี้ถือว่าเป็นอีกปีที่ไม่ดีนักสำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทย ดัชนี “SET TRI” ตั้งแต่ต้นปีติดลบไป -14.05%
ดัชนีต่างๆ ติดลบแดงเดือดกันไปหมด (Price Index) ไล่มาตั้งแต่ “SET” -16.50%, หุ้นใหญ่ “SET50” -13.94%, “หุ้นเล็ก” ในดัชนี sSET -20.06% และใน mai ติดลบหนักสุด -31.58% (ที่มา: setsmart.com, วันที่ 18 ธ.ค. 23)
นั่นทำให้ “กองหุ้นไทย” แดงเดือดไปทั้งแผงอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามแชมป์ “กองหุ้นไทย” ทั้ง 2 กลุ่ม ยังสามารถ Outperform ผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นไทยได้ถึง 11 – 13% เลยทีเดียว
ทั้ง 2 กองทุน คือ กองอะไร? “หุ้นในพอร์ต” หน้าตาเป็นยังไง? ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปมาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

เทียบฟอร์มแชมป์ "กองหุ้นไทย" 2 ไซส์...ปีนี้ Outperform ตลาดกว่า 11 - 13%
ปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” ในภาพรวม “ติดลบ” กันถ้วนหน้า ดัชนี “SET TRI” ติดลบกว่า -14.05% (ที่มา: setsmart.com, วันที่ 18 ธ.ค. 23) แม้แต่ “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงานดีสุดก็ยังติดลบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามเป็นการติดลบที่น้อยกว่าตลาด หรือ Outperform ตลาดได้ถึง 11 – 13% เลยทีเดียว
เริ่มกันที่แชมป์กลุ่ม “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก”: ได้แก่ “ASP-T12: กองทุนเปิดแอสเซทพลัส ไทย ท็อป 12” ของบลจ.แอสเซท พลัส ผลตอบแทนติดลบ -1.12% ชนะตลาดอยู่ 12.93% แม้ว่าภาพรวมของหุ้นขนาดเล็กในปีนี้จะติดลบค่อนข้างหนักก็ตาม
โดยกอง “ASP-T12” เน้นลงทุนในหุ้นไทยทั้งใน SET, mai รวมถึงหุ้นที่อยู่ระหว่าง IPO เพื่อจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยผู้จัดการกองทุนจะทำการวิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ที่ผู้จัดการกองทุนกกำหนดโดยใช้ปัจจัยในเชิงคุณภาพ (Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) และเลือกลงทุนหุ้น 12 บริษัทตัวท้อปที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นมาแล้ว
“โดยสามารถลงทุนได้ทุกกลุ่ม (All Cap) ที่มีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ หุ้นที่ยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับตลาด (Value), หุ้นกลุ่มผู้ชนะที่เติบโตดีที่สุด (Growth) และ หุ้นที่มีความผันผวนของกำไรและราคาสูง (Turnaround)”
สำหรับหน้าตาหุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ต (ณ วันที่ 31 ต.ค. 23) มีสัดส่วน 42.21% ประกอบด้วย BH 10.10%, ADVANC 9.97%, SAPPE 8.13%, WHA 8.01% และ BBL 8.00% ตามลำดับ”
ส่วนกองทุนท้ายตารางของกลุ่มนี้ ได้แก่ “SCBMSEP: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุน Mid/Small Cap (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทนติดลบ -23.2% โดยหุ้น Top5 ในพอร์ต (ณ วันที่ 30 พ.ย. 23) ประกอบด้วย DELTA 4.82%, CENTEL 4.65%, DOHOME 4.58%, HANA 4.17% และ SAWAD 4.15% ตามลำดับ

มาต่อกันที่แชมป์กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” กันบ้าง: ได้แก่ “THDRMF: กองทุนเปิดทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ” ของบลจ.ทิสโก้ ปีนี้ผลตอบแทนติดลบอยู่ -2.52% ชนะตลาดอยู่ 11.52%
โดยกอง “THDRMF” เน้นลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET High Dividend 30 Total Return Index เป็นสำคัญ
“หน้าตาหุ้น 5 อันดับแรกในพอร์ต (ณ วันที่ 31 ต.ค. 23) มีสัดส่วน 42.69% ประกอบด้วย PTT 10.46%, ADVANC 9.65%, INTUCH 8.04%, KTB 7.77% และ TU 6.77% ตามลำดับ”
ส่วนกองทุนท้ายตารางของกลุ่มนี้ ได้แก่ “SCBSEP : กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์(ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทนติดลบ -25.95% แพ้ตลาดอยู่ -11.9% โดยหุ้น Top5 ในพอร์ต (ณ วันที่ 30 พ.ย. 23) ประกอบด้วย GULF 7.74%, AOT 7.37%, CPN 6.77%, ADVANC 6.65% และ BBL 5.61% ตามลำดับ
จะเห็นว่าแม้จะเป็นกองทุนประเภทเดียวกัน แต่ด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างกัน ตลอดจนการคัดเลือกหุ้นที่แตกต่างก็ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนแตกต่างกันได้ แม้จะลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” เหมือนกันก็ตาม
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
