“มกรา-ปีมะโรง” ชอบ “Growth Story” ต้อง “หุ้นอินเดีย”... พร้อมขยับรับโอกาสดอกเบี้ยขาลงกับ “ตราสารหนี้โลก” !!!
ลายแทงกองทุน: เริ่มต้นศักราชใหม่ “ปีมะโรง-2024” อย่างเป็นทางการ จะเป็นปี “มังกรทอง” หรือ “มังกรไฟ” นั้นยังคงต้องตามลุ้นกันต่อไป
แต่ธีมการลงทุนที่ยังคงอยู่ในเรดาร์นักลงทุนทั่วโลกต่อเนื่อง ก็คือ “หุ้นอินเดีย” ที่แม้ราคาจะถูกมองว่าแพงในปัจจุบัน แต่ก็อาจจะสมเหตุสมผลกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่รองรับซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตสูงระดับโลก ทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าจะโตได้ 6.3% ในปีนี้และปีหน้า (ที่มา: World Economic Outlook, October 2023)
ส่วน “ตราสารหนี้โลก” ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุนเช่นกัน ทั้งล็อกผลตอบแทนที่สูงและยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงที่จะตามมา
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” มกรา-ปีมะโรง ที่น่าสนใจจากทั้ง 2 ธีมมาฝากกัน
“K-INDIA”...ลุย "หุ้นอินเดีย" ร่วมโตกับเศรษฐกิจระยะยาว
ในขณะที่ “จีน” กำลังออกอาการแผ่วไปนั้น “อินเดีย” ก็กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น โดยทาง “S&P Global Ratings” คาดว่าอินเดียจะยังคงเป็นเศรษฐกิจหลักที่เติบโตเร็วที่สุดในอีก 3 ปีข้างหน้า และจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็น “อันดับ 3” ของโลกภายในปี2030 แซงหน้า “ญี่ปุ่น” และ “เยอรมัน” ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโต 7.2% ในปี2023/24
ในแง่มูลค่า “หุ้นอินเดีย” ต้องบอกว่า “ไม่ถูก” มี Forward P/E 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 20.1 เท่า สูงกว่า “หุ้นโลก” ที่ 16.5 เท่า แต่นี่ก็ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 5 ม.ค. 24)
สำหรับกองทุนแรกที่จะแนะนำได้แก่ “K-INDIA: กองทุนเปิดเค อินเดีย หุ้นทุน” ของบลจ.กสิกรไทย ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นอินเดีย" หรือมีกำไร/รายได้หลักจากอินเดีย ผ่านกองทุนหลัก ‘Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)’ ที่บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Fund Services Limited

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 พ.ย. 23) จะลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ ได้แก่ 1) Financials 26.40%, 2) Consumer Discretionary 16.00%, 3) Information Technology 11.60%, 4) Industrials 9.00% และ 5) Materials 8.30%
“โดยหุ้นที่ติดในกลุ่ม Top5 ก็มีหลายตัวที่นักลงทุนไทยน่าจะรู้จักกัน เช่น ICICI BANK หรือ Bajaj Finance เป็นต้น”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุน K-INDIA มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -45.26%
“ONE-GLOBHY-R”...เฟ้น "High Yield Bond" ระยะสั้น สร้างกระแสรายได้ที่สูง
ในส่วนของ “ตราสารหนี้โลก” ที่อายุสั้นช่วงนี้ก็ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยกองทุนในกลุ่มนี้ที่แตกต่างและน่าสนใจ ได้แก่ “ONE-GLOBHY-R: กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล ไฮยิลด์บอนด์ ระยะสั้น ชนิดหน่วยลงทุนสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป” ของบลจ.วรรณ ที่เน้นลงทุนใน "High Yield Bond" ระยะสั้นทั่วโลก มีอายุประมาณ 3 ปี ผ่านกองทุนหลัก ‘BNY MELLON GLOBAL SHORT-DATED HIGH YIELD BOND FUND’ ที่บริหารจัดการโดย BNY Mellon Investment Management
หน้าตาพอร์ตกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 พ.ย. 23) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุน 1.94 ปี มีอัตราผลตอบแทนในกรณีแย่สุดที่ 7.62% และมีอันดับเครดิตเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ต B+

ทั้งนี้ตราสารที่ลงทุนการกระจายตัวไปในประเทศต่างๆ ที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐ 17.8%, อังกฤษ 17.4%, เยอรมัน 14.1%, ฝรั่งเศส 11.3% และเนเธอร์แลนด์ 7.5% ตามลำดับ
“โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Telecommunications 16.2%, 2) Automotive 11.1%, 3) Services - Consumer 10.8%, 4) Services - Business 9.9% และ 5) Containers, Packaging & Glass 8.2%”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุน ONE-GLOBHY-R มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -9.75%
“TMBINDAE”...คัดเน้นๆ "หุ้นอินเดีย" พื้นฐานดี ตอบโจทย์ระยะยาว
ถัดมาเป็น “กองหุ้นอินเดีย” ของบลจ.อีสท์สปริง ได้แก่ “TMBINDAE: กองทุนเปิดทีเอ็มบี India Active Equity” ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นอินเดีย” ที่มีคุณภาพดี ตอบโจทย์การลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)’ ที่บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Fund Services Limited
ซึ่งเป็นกองทุนหลักของกอง K-INDIA เช่นเดียวกัน หน้าตาพอร์ตของกองทุนหลักล่าสุดจึงเหมือนกัน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุน TMBINDAE มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -41.75%
“DAOL-TRBOND-A”...โฟกัส "ตราสารหนี้โลก" สร้างโอกาสรับดอกเบี้ยขาลง
ปิดท้ายกันด้วยกลุ่ม “กองตราสารหนี้โลก” ที่เข้าต้นปี24 มานี้ ยังคงมีคำแนะนำให้เข้าลงทุนอย่างต่อเนื่องเพราะถือเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุน ทั้งผลตอบแทนที่สูงในปัจจุบันและโอกาสได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงในอนาคต
โดยกองทุนที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ ได้แก่ “DAOL-TRBOND-A: กองทุนเปิด ดาโอ โทเทิล รีเทิร์น บอนด์ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล” ของบลจ.ดาโอ ที่เน้นลงทุน "ตราสารหนี้" ทั้งรัฐและเอกชนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนี "Barclays Global Aggregate Index" ในช่วงระยะเวลาการลงทุน 3 ปี

โดยจะลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘H2O MULTI AGGREGATE FUND’ Class I -B USD ที่บริหารจัดการโดย H2O Asset Management LLP ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Aggregate Strategy
หน้าตาพอร์ตของกองทุนหลักล่าสุด (ณ พ.ย. 23) นั้น มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุน 5.6 ปี มี Proceed-weighted yield 11.6% และมีอันดับเครดิตเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ต BBB+
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน DAOL-TRBOND-A มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -26.12%
สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุนที่น่าสนใจอยู่ ทั้ง 2 ธีมนี้ ถือว่าน่าสนใจ โดย “หุ้นอินเดีย” ไม่ได้เน้นขายของถูก แต่ขายโอกาสในการเติบโตและพื้นฐานที่รองรับ ซึ่งอาจทำให้บุคลิกของหุ้นอินเดียอาจจะไม่ใช่ตลาดที่ถูกเช่นตลาดอื่นๆ ในโลก ส่วน “ตราสารหนี้โลก” ก็ยังคงเป็นจังหวะที่ลงทุนได้ ทั้งดอกเบี้ยที่ยังสูงและโอกาสได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงในอนาคต นี่เป็น “4 กองทุนเด่น” มกรา-ปีมะโรง ที่น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
