ชี้ “หุ้นอินเดีย” โอกาสลงทุนช่วงศก.ขาขึ้น-ราคา “สมเหตุผล”... ส่วน “หุ้นไทย” Downside จำกัด- “ถูก” จนน่าสนใจ ปีนี้มีโอกาสแตะ 1,520 จุด !!!
Fun of Funds: ปี2023 ที่ผ่านมานั้น ตลาด “หุ้นอินเดีย” ติดอยู่ใน Top10 ของโลกที่ให้ผลตอบแทนสูง ด้วยผลตอบแทน +18.74% ตรงข้ามกับ “หุ้นไทย” ที่ปิดตลาดไปติดลบ -15.15% ติดหนึ่งในตลาดที่ผลตอบแทนแย่สุดของโลกในปีที่ผ่านมา
ปีนี้ “หุ้นอินเดีย” ยังมีนักลงทุนทั่วโลกสนใจต่อเนื่อง ด้วยวงจรเศรษฐกิจของประเทศที่ยังอยู่ในช่วงของการเติบโต โดย “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโตได้ 6.3% ในปีนี้ (ที่มา: World Economic Outlook, October 2023) ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่ถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะโตเพียง 2.9% เท่านั้น
ส่วน “หุ้นไทย” ปีนี้ก็กลับมาน่าสนใจในแง่ของมูลค่าที่ถือว่า “ถูก” และน่าจะพลิกฟื้นกลับมาได้หลังรัฐบาลทยอยออกมามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมา
“หุ้นอินเดีย” และ “หุ้นไทย” เป็น 2 ตลาด 2 สไตล์ ที่น่าสนใจในปีนี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทกับผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นอินเดีย” โตตามศก.ขาขึ้น...ชี้ราคา “สมเหตุผล” - กำไรปี24 โตดี 14%
เปิดศักราชใหม่ปี2024 มา “หุ้นอินเดีย” บวกขึ้นต่อเนื่องอีก +1.27% มาอยู่ที่ 73,168 จุด (ณ วันที่ 15 ม.ค. 24) ทำให้ตลาดอินเดียปัจจุบันก็ถือว่าไม่ถูกแล้ว มี Fwd P/E 12 เดือนข้างหน้าที่ 21.7 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว
อย่างไรก็ตาม “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ “ตลาดหุ้นอินเดีย” ด้วยเหตุผลว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นอินเดียถือเป็นตลาดหุ้นที่อยู่นอกสายตาของนักลงทุน ในขณะที่แนวโน้มการลงทุนตลาดหุ้นอินเดียในปี 2024 ยังคงมีทิศทางที่ดี โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากการบริโภคภายในประเทศ โดยดัชนี SENSEX ของอินเดียได้รับคาดการณ์ประมาณการกำไร (EPS) ขึ้นไปกว่า 14% ในปี 2024 (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 15 ธ.ค.23) ในขณะที่มูลค่าตลาด (P/E Ratio) ยังอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ “สมเหตุสมผล” ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการลงทุน
ปัจจัยบวกที่สำคัญมาจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาสล่าสุดสิ้นสุดเดือนก.ย. ยังคงเติบโตมากถึง 7.64% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Pro-Growth ที่รัฐบาลนำมาใช้ตั้งแต่ต้นปี2023 ด้วยการเข้มงวดนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้ออย่างพอดี และประคองการบริโภคด้วยนโยบายการคลัง ทำให้อัตราเงินเฟ้ออินเดียปรับตัวลงอยู่บริเวณกรอบเป้าหมายด้านบนของรัฐบาลที่ 6% อย่างรวดเร็ว และยังทำให้ธนาคารกลางสามารถคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 6.5% และมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในปีนี้

(ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ)
“ตลาดหุ้นอินเดียยังได้แรงหนุนจากปัจจัยเพิ่มเติม คือ การเมืองระหว่างประเทศของจีนและสหรัฐ ที่เริ่มส่งสัญญาณร้อนแรงขึ้น โดยสหรัฐเริ่มมีเสถียรภาพและใช้โอกาสนี้ในการขยายอิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยอินเดียถือเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจใหญ่และเติบโตเร็วในเอเชีย อีกทั้งยังมีบริษัทเอกชนสหรัฐจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเข้าไปยังอินเดียท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมาสหรัฐพยายามขยายความร่วมมือด้านการลงทุนกับอินเดียในหลายด้าน และมีการคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ปี 2024 และ 2025 อยู่ที่ 6.4% และ 6.3% ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 15 ธ.ค. 23)”
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ามี “Global Supply Chain” เริ่มไปสู่อินเดียมากขึ้น โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Foxxcon, Amazon, Google ประกาศเข้าลงทุนในอินเดีย เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการผลิต ทำให้มีโอกาสเกิดการจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความชัดเจนด้านนโยบายภาครัฐหลังจากพรรค BJP ของนายกรัฐมนตรี “นเรนทระ โมที” มีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2024 ซึ่งจะส่งผลให้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลมีความต่อเนื่อง นักลงทุนจึงไม่ควรพลาดโอกาสในการลงทุนตลาดหุ้นอินเดียที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตของพอร์ตไปพร้อมเศรษฐกิจอินเดียในระยะยาว
“หุ้นไทย” ปีมะโรงไซด์เวย์อัพ ในกรอบ 1,400 - 1,520 จุด...Downside จำกัด-ราคา “ไม่แพง”
ส่วน “ตลาดหุ้นไทย” นั้น หลังจากราคาปี2023 ดิ่งลงมาแรง ก็ทำให้มูลค่ากลับมา “ถูก” และน่าสนใจอีกครั้ง มี Fwd P/E 12 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 14.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ถือว่าเป็นระดับที่ “ไม่แพง”
โดย “ยศกร ฟอลเล็ต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง ยอมรับว่า ปี2023 ที่ผ่านมาภาพรวมตลาดหุ้นไทยถือว่าปรับตัวลดลงมากที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ปรับลดประมาณการ GDP ปี2023 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2.5 – 3% ประกอบกับการมีกระแสเรื่องโปรแกรมเทรด (Robot Trade) และการขายชอร์ตที่ไม่มีการยืมหลักทรัพย์ (Naked Short) รวมถึงยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนหลายตัวมีความเสี่ยงต่อการไม่สามารถต่อสัญญา หรือ roll-over เงินลงทุน ปัจจัยเหล่านี้จึงเข้ามากดบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างหนัก

(ยศกร ฟอลเล็ต)
“อย่างไรก็ตาม จากการปรับตัวลดลงที่ค่อนข้างมากนี้ ทำให้มองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับลดลงได้อย่างจำกัด จึงมองว่าบรรยากาศการลงทุนในปี2024 จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในลักษณะของการแกว่งตัวขึ้น (Sideway up) คาดว่าดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,400 – 1,520 จุด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะยังเติบโตได้ คือ กลุ่มธุรกิจภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจ Healthcare & Wellness รวมถึงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดการส่งออกที่ดีมีโอกาสเติบโตโดดเด่น”
ทั้งนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยในปี2024 นี้ จะเริ่มผ่อนคลายจากแรงกดดันต่าง ๆ ข้างต้น โดยในส่วนของการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมองว่า จะได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น นโยบาย Digital Wallet เป็นต้น ประกอบกับดอกเบี้ยในประเทศไทยเองยังไม่สูงมาก ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทน (Earning Gap Yield) เมื่อเปรียบเทียบจากการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลนั้นยังคงสูงอยู่เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ด้าน “ความเสี่ยงขาลง” (Downside Risk) เริ่มมีจำกัด โดยเฉพาะเมื่อช่วงดัชนี SET Index ขึ้นอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด ทำให้หุ้นไทยเองก็กลับมาน่าสนใจอีกครั้งในปีนี้
ปี2024 นี้ ใครกำลังมองหาโอกาสการลงทุน “หุ้นอินเดีย” ตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต ก็ยังมีโมเมนตัมในระยะยาวที่ไปต่อได้ ในราคาที่ “สมเหตุผล” หรือชอบของถูกและมีโอกาสฟื้น Turnaround กลับขึ้นมา “หุ้นไทย” เองก็อยู่ในระดับที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ถือเป็น 2 ตลาดที่น่าสนใจต่างกัน และน่าจะเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจและรับความเสี่ยงได้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
