“หุ้นอินเดีย” โอกาสรับผลตอบแทนสูง…จากธีมเติบโตของศก.อินเดียระยะยาว !!!
ลายแทงกองทุน: “อินเดีย” หนึ่งในประเทศที่มีการพูดถึงมากขึ้นในโลกการลงทุนในช่วงปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปีนี้ ในธีมของประเทศที่มีการเติบโตสูง ซึ่งนั่นเป็นโอกาสการลงทุนเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโต 6.3% ได้ในปีนี้ต่อเนื่องจากปีก่อน ที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจโตสูงสุดใน 10 ประเทศที่มี GDP ใหญ่สุดในโลก และถูดคาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น “อันดับ3” ของโลกในปี2030 เป็นรองแค่สหรัฐและจีน จากปัจจุบันอยู่ “อันดับ6”
“หุ้นอินเดีย” ในปีที่ผ่านมาก็บวกขึ้นมาค่อนข้างโดดเด่น +18.74% และยังมีโมเมนตัมของการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่รองรับนั่นเอง
ในแง่ของราคาหุ้นอินเดียถือว่า “ค่อนข้างแพง” ตลาดหนึ่งของโลก พอๆ กับสหรัฐและญี่ปุ่น โดยมี Fwd P/E 12 เดือนอยู่ที่ 19.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี ที่ 17.7 เท่า อย่างไรก็ตามตลาดคาดกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี2024 ยังดตได้ระดับ 17% (ที่มา: Bloomberg, 19 ม.ค. 24)
มองหาโอกาสของการเติบโตแล้วไปร่วมกับการเติบโตนั้น ใครที่ชอบธีมนี้ วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “หุ้นอินเดีย” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีมหุ้นอินเดีย"...ก้าวไปพร้อมการเติบโตสู่ "มหาอำนาจศก.โลก"
“หุ้นอินเดีย” หลายคนว่าแพง แต่ก็ยังแพงได้อีก จนหลายคนมองว่า นี่อาจจะคือบุคลิกของหุ้นสไตล์นี้ เพราะบางครั้งหุ้นถูก ก็ยังมีถูกกว่าให้เห็นบ่อยๆ ถ้ามองหาโมเมนตัม มองหาโอกาสการเติบโต และเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของอินเดียที่จะรองรับเป็นลมหนุนใต้ปีกให้ “หุ้นอินเดีย” เดินหน้าทะยานต่อไปได้แล้ว รับความเสี่ยงได้ จัดสรรเงินลงทุนบางส่วนมาคว้าโอกาสตรงนี้ไปบ้างไม่เสียหายอะไร
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Feeder Fund ทั้งหมด ประกอบด้วย
-“ASP-INDIA: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อินเดีย ไดนามิกส์ อิควิตี้” ของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกลุ่ม “กองหุ้นอินเดีย” (India Equity) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในหุ้นอินเดียที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘UTI India Dynamic Equity Fund (Institutional Class)’ ที่บริหารจัดการโดย UTI Goldfinch Funds plc

- ถัดมาเป็น “K-INDX: กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นอินเดีย” ของบลจ.กสิกรไทย เป็นกลุ่ม “กองหุ้นอินเดีย” (India Equity) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) และเป็นกองทุนที่บริหารเชิงรับ (Passive Fund) ที่เน้นลงทุนให้มีผลตอบแทนตามดัชนีหุ้นบริษัทอินเดียที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 50 บริษัทแรก หรือ “ดัชนี Nifty 50” ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares India 50 ETF’ ที่บริหารจัดการโดย iShares Trust
- มาต่อกันด้วย “TMBINDAE: กองทุนเปิดทีเอ็มบี India Active Equity” ของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกลุ่ม “กองหุ้นอินเดีย” (India Equity) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในหุ้นอินเดียที่มีพื้นฐานดีมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)’ ที่บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Global Services Limited

- ปิดท้ายกันด้วย “ONE-INDIAOPP-ID: กองทุนเปิด วรรณ อินเดีย ออพพอร์ทูนิตี้ ชนิดจ่ายเงินปันผลสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล” ของบลจ.วรรณ เป็นกลุ่ม “กองหุ้นอินเดีย” (India Equity) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศอินเดีย หรือดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดียเป็นหลัก ผ่านกองทุนหลัก ‘PINEBRIDGE INDIA EQUITY FUN’ ชนิดหน่วยลงทุน Class Y ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่่งบริหารจัดการโดย PineBridge Investments
“หุ้นอินเดีย” เป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนทั่วโลกจัดตั้งกองทุนเข้าไปลงทุนกันคับคั่ง อย่าง 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาก็เป็น Feeder Fund ที่มีผู้จัดการกองทุนแตกต่างกันออกไปถึง 4 ค่ายเลยทีเดียว น่าจะสะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นอินเดีย ประเทศที่พร้อมก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก จึงเป็นโอกาสลงทุนที่ร่วมเติบโตเพื่อรับผลตอบแทนสูงจากการเติบโตในระยะยาวของอินเดียได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
