Official Update :

ชี้ “หุ้นเทคฯ” ยังไม่ฟองสบู่ แนะมีติดพอร์ตไว้ 25%... ส่วน “หุ้นไทย” ยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด พร้อมหั่นเป้าดัชนีสิ้นปีเหลือ 1,580 จุด !!!!

Fun of Funds: ในปี2023 ที่ผ่านมา หลายสินทรัพย์กลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีต่างกับในปี2022 ที่ปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่


ก้าวสู่ “ปีมะโรง-2024” ก็ยังคงเป็นอีกปีที่ท้าทาย จาก 4 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 1) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ 2) การเปลี่ยนแปลงของ “Generative AI (Gen-AI) 3) การเปลี่ยนแปลงด้าน ESG และ 4) การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งในอีกมุมหนึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ตามมาด้วย “โอกาสการลงทุน” เช่นเดียวกัน


โดยเฉพาะเมื่อ “ดอกเบี้ย” ถึงจุดสูงสุดไปแล้ว การลงทุนทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” โดยเฉพาะ “ตลาดต่างประเทศ” ยังคงน่าสนใจกว่าตลาดไทยเช่นกัน


ในปี2024 นี้ สินทรัพย์ไหนน่าสนใจ ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองการลงทุนจาก “บลจ.วรรณ” พร้อมกันได้เลย


“ตลาดต่างประเทศ” โอกาสที่เหนือกว่า...หลัง “ดอกเบี้ย” ถึงจุดสูงสุดแล้ว

โดย “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ มองว่า ในปี2024 เศรษฐกิจโลกจะโต 2-3% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยโต 1.8 – 3.0% “ดอกเบี้ย” ถึงถึงจุดสูงสุดแล้ว ทั้งสหรัฐและไทย นั่นทำให้การลงทุนใน “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” น่าสนใจมากขึ้นและภาพรวมผลตอบแทนในปีนี้จะดีกว่าในปีที่ผ่านมาด้วย ไม่แนะนำให้ถือเงินสดเพราะปัจจุบันนักลงทุนสามารถได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงเท่าเดิมได้ง่ายๆ ทั้งในและต่างประเทศอยู่แล้ว ในส่วนของดอกเบี้ยก็มีโอกาสปรับตัวลงทั้งของสหรัฐและไทยเอง โดยคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะปรับดอกเบี้ยลง 3-4 ครั้งในปีนี้ ส่วนไทยคาดปรับลง 1 ครั้งในไตรมาส 3-4 นี้ และอาจลดลงมากกว่านี้หาก Fed ลดดอกเบี้ยมากกว่าคาด


(พจน์ หะริณสุต)


“สำหรับความเสี่ยงต่อการลงทุนมองเป็นเรื่องของสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ ซึ่งหากไม่ลุกลามยังพอรับได้ ส่วนความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ปีนี้ถ้าดอกเบี้ยขาลงความเสี่ยงอื่นๆ ก็ไม่น่ามี ปัจจัยการเมืองกระทบตลาดไทยไม่มาก”


“หุ้นเทคฯ” ยังไม่ฟองสบู่-แนะมีติดพอร์ตได้ 25
%...แนะ “จัดสรรเงินลงทุน” เพิ่มน้ำหนัก “ตราสารหนี้”

สำหรับพอร์ตการลงทุนในปีนี้แนะนำ “จัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ใน “หุ้น” สัดส่วนประมาณ 50% (หุ้นไทย 10%, หุ้นต่างประเทศ 40%) โดย “หุ้นเทคโนโลยี” & “Generative AI (Gen-AI) ยังน่าสนใจ “ไม่ใช่ฟองสบู่” หุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ปัจจุบันมี 24m Fwd P/E 25.5 เท่า ยังมีมูลค่า “ถูกกว่า” บริษัทขนาดใหญ่ในช่วงวิกฤติ Dot-com ที่ช่วงนั้นอยู่ที่ 52 เท่า ที่สำคัญหุ้นเทคฯ กำลังเข้าสู่การเติบโตครั้งใหม่ นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังนั้น หุ้นเทคฯ สามารถลงทุนได้มีติดพอร์ตไว้ 25% ได้ ส่วน “หุ้นเอเชีย” ก็น่าสนใจทั้งอินเดีย, ญี่ปุ่น, เวียดนาม และไทย


“อีก 30% เป็น ตราสารหนี้ ปีนี้แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ โดยตราสารหนี้ในประเทศก็เน้นคุณภาพระดับลงทุนได้ (Investment Grade) เลี่ยงกลุ่ม High Yield ในขณะที่ตราสารหนี้โลก พันธบัตรสหรัฐก็น่าสนใจ หรือ High Yield ทั่วโลก เพราะมองว่าเศรษฐกิจจะไม่เป็น Hard Landing และเงินเฟ้อก็ปรับตัวลง เป็นบริบทที่เอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้มากในปีนี้”


ที่เหลือเป็น “สินทรัพย์ทางเลือก” (Alternative Investment) 15% เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหลายกองราคาปรับตัวลงมาถึง 30% ขณะที่ดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดมาแล้วก็เป็นจังหวะเข้าลงทุนโอกาสรับผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงขึ้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีอัตราผลตอบแทน 8% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ 9% ถือว่าน่าสนใจ รวมถึงกองทุน Life Settlement ของบลจ.วรรณ ที่ลงทุนในกรมธรรม์ประกันชีวิตในตลาดรองของสหรัฐฯ (Life Settlement) ผลตอบแทนประมาณ 8-10% ต่อปี ก็น่าสนใจเช่นกัน


“สุดท้ายอีก 5% เป็น ‘Mixed’ กองทุนผสมที่มีประกันชีวิตและประกันสุขภาพแถมให้ด้วย อย่าง ONE-ULTRAPLUS



“หุ้นไทย” ยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด เชื่อ 1,300 จุดเอาอยู่...พร้อมหั่นเป้าดัชนีสิ้นปีเหลือ 1,580 จุด

สำหรับ “หุ้นไทย” เหมือนคนป่วย ที่ต้องการมาตรการมากระตุ้นจากภาครัฐที่ชัดเจน นอกจากนี้มองการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด ซึ่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 6 แสนล้านบาทและ 10 ปี ขาย 9 แสนล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันก็ยังขายสุทธิ ถือเป็นอีกตลาดนอกจาก “หุ้นเวียดนาม” ที่เจอต่างชาติเทขายต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยเองถูกปรับลดลงมาจาก 102 บาท/หุ้น เหลือ 97 บาท/หุ้น ด้วย นั่นจึงทำให้เราปรับเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ลงเหลือ 1,580 จุด จากเดิมมองเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 กว่าจุด


“อย่างไรก็ตาม มองแนวรับ 1,346 จุด น่าจะรับอยู่ และไม่น่าจะหลุด 1,300 จุดลงไป แต่โอกาสที่จะปรับลดลงก็ยังมี คงต้องรอข่าวดีเข้ามาในตลาด เช่น กำไรบริษัทจดทะเบียนปรับเพิ่มขึ้น มีการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นหลังผ่านงบประมาณรายจ่ายแล้ว ก็น่าจะช่วยให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้ โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจยังเป็นกลุ่มอุปโภคบริโภคในประเทศ และท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวดีต่อเนื่อง”


ส่วน “การเมืองไทย” มีความเสี่ยงเรื่องของ Digital Wallet” ที่พยายามผลักดัน หากไม่เกิดก็จะมีทั้งข้อดีและไม่ดี ซึ่งข้อดีทำให้ไทยไม่ต้องเป็นหนี้เยอะ โอกาสถูกดาวน์เกรดก็ลดลง แต่ถ้ากูมาแจกใช้ Digital Wallet จะดีแค่ระยะสั้นแต่ไม่ได้ยั่งยืน และจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงที่อันดับเครดิตประเทศจะถูก Downgrade ได้ นั่นจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อบริษัทในประเทศที่จะมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และแน่นอนย่อมจะส่งผลต่อกำไรบริษัทให้ปรับลดลงด้วยเช่นกัน


“ส่วนประเด็นศาลที่จะพิจารณาเรื่องยุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ มองว่า ขึ้นกับอยู่ผลการตัดสิน แต่มองว่าปัจจุบันการเมืองมีเสถียรภาพพอสมควร มีเสียงข้างมากในสภา และปัจจัยการเมืองก็คงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับตลาดหุ้นไทยมากเท่ากับประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจและฟันด์โฟลว์ ซึ่งคงต้องจับตาต่างประเทศให้ดี แต่เชื่อว่าระดับ 1,300 จุดน่าจะยืนอยู่"


ทั้งหมดนี้ คือ มุมมองการลงทุน “ปีมะโรง-2024” ที่น่าสนใจและใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนที่น่าสนใจอยู่ในปีนี้ แต่ภาพรวมถือว่าดีกว่าปีที่แล้ว เป็นโอกาสลงทุนที่ดีหลัง “ดอกเบี้ย” ถึงจุดสูงสุดไปแล้ว แนะเลี่ยงการถือเงินสด เพราะคุณสามารถหาผลตอบแทนที่ดีกว่าได้โดยที่ความเสี่ยงน้อยได้เช่นกัน

โต๊ะกองทุน WealthyThai