จุดจบ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” หนุนโอกาสลงทุน “หุ้น” & “ตราสารหนี้”... คาด “หุ้น Value” กลับมาน่าสนใจกว่า “Growth” เหตุมูลค่าต่ำเกินจริง !!!
Fun of Funds: มองไปในปี2024 ตลาดในภาพรวมยังมีความท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสและน่าจะเป็นปีที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมาได้ไม่ยาก
ทิศทางดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ก็ชัดเจนแล้วว่าผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ส่วนจะลงช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง ซึ่งตลาดทั่วโลกก็ยังจับตาอยู่ แต่นั่นทำให้ “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ในปีนี้กลับมาน่าสนใจทั้งคู่
โอกาสการลงทุนในปี2024 อยู่ที่ไหนบ้าง? วันนี้ ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากทาง “Morningstar” มาอัพเดทให้ฟังกัน
โอกาสลงทุนใน “หุ้น” ที่น่าสนใจปี24...ชี้ “มูลค่า” ปรับลงมาจนน่าสนใจ
ทาง “บจ.มอร์นิ่ง สตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุในรายงานว่า ในปี 2024 ยังมองเห็นโอกาสการลงทุนใน “หุ้น” ในบางอุตสาหกรรมในบางประเทศที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดโดยรวม ขณะที่ “ตราสารหนี้” แนะนำการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลมากที่สุด และลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศแทนดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับโอกาสการลงทุนใน “ตลาดหุ้น” ที่แนะนำในปี 2024 ประกอบด้วย
-
“ตลาดสหรัฐ” นอกเหนือไปจากหุ้นที่ปรับขึ้นเพียงไม่กี่บริษัทแล้ว พบว่ายังมีอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ ธุรกิจธนาคารและการเงิน ซึ่งมีราคาซื้อขายในตลาดที่ยังต่ำและยังไม่ได้เป็นที่สนใจมากจากนักลงทุน โดยที่ผ่านมาราคาหุ้นในกลุ่มนี้ถูกกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สูงขึ้นและปัญหาวิกฤติธนาคารในสหรัฐ ซึ่งเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความเสี่ยงเหล่านี้ไปมากแล้ว
“นอกจากนี้ยังมีหุ้นในกลุ่มสาธารณูปโภคและสุขภาพที่ยังน่าสนใจเนื่องจากระดับราคาลงมามาก รวมถึงกลุ่มสื่อสารที่แม้ว่าที่ผ่านมาระดับราคาหุ้นไม่ได้ปรับลดลงแต่ก็คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีและช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้”
-
“หุ้นขนาดเล็ก” เนื่องจากราคาปรับลงมาค่อนข้างมากจากมูลค่าที่ควรจะเป็น โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพดีเนื่องจากปกติบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้มักมีความผันผวนไปตามเศรษฐกิจที่สูงและมีหนี้ที่มาก
-
“ตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐ” เช่น หุ้นกลุ่มพลังงานในยุโรปซึ่งมีราคาซื้อขายที่ยังต่ำ และที่ผ่านมามีการปรับปรุงแผนการจัดสรรและการใช้เงินทุนไปในแนวทางที่ดีขึ้น หรือการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ซึ่งราคายังไม่ปรับสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงโอกาสลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีนที่ราคาปรับลงมามากเช่นกันทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูง
-
ลงทุนในบริษัทที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ การปรับปรุงธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่ลงทุนได้และมีโอกาสที่กำไรจะปรับสูงขึ้นได้ในอนาคต
“มูลค่าของตลาดหุ้นปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับลดลงจากความกังวลในเรื่องต่างๆ ด้านความเสี่ยงในระยะยาวคือการเติบโตของกำไรบริษัทที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาดที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ระดับ PE Multiple ปรับสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ระดับ PE Multiple สามารถสูงขึ้นในปี 2024 ได้นั้นคือความหวังต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

หุ้น “Value” น่าสนใจกว่า “หุ้น Growth”...เหตุมี “มูลค่าที่ต่ำเกินไป”
ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานานทำให้หุ้น “Value” ไม่เป็นที่นิยม แต่ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงแล้วซึ่งไม่เป็นผลดีกับหุ้นกลุ่ม “Growth”
หุ้นกว่า 700 บริษัทภายใต้การวิเคราะห์ของ “Morningstar” ในกลุ่ม “Value” พบว่าปัจจุบันมีราคาตลาดที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน หรือมีอัตราส่วนของราคาซื้อขายปัจจุบันเทียบกับมูลค่าพื้นฐานอยู่ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งแปลว่าหุ้น Value นั้นๆ อยู่ในภาวะที่เรียกว่า “Undervalued” อย่างมาก โดยเฉพาะหุ้น Value ขนาดเล็กที่มีราคาซื้อขายปัจจุบันเทียบกับมูลค่าพื้นฐานอยู่ที่เพียง 0.84% ดังนั้น Dave Sekera หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดสหรัฐที่ Morningstar จึงเชื่อว่านี่เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนหุ้น Value
ขณะที่การลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในระดับที่แพงอย่าง Magnificent Seven มีความน่าสนใจลดลงเนื่องจากภาวะดอกเบี้ยหรือต้นทุนของเงินทุนไม่ได้อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป นักลงทุนจึงลังเลที่จะจ่ายเงินเพื่อลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายแพงอีกต่อไป
“การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ยังคาดเดาได้ยาก ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็อาจกลายเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่ม Growth แทน ในทางกลับกันหากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงน้อยกว่าคาดกาณ์หรือชะลอก็จะเป็นปัจจัยยบวกต่อหุ้นกลุ่ม Value ได้เช่นกัน”
โอกาสลงทุนใน “ตราสารหนี้” ปี 2024...หลัง “ดอกเบี้ย” จบขาขึ้น-ทรงตัวระดับสูง
แม้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา “ตราสารหนี้” จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี แต่ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงทำให้ตราสารหนี้มีมูลค่าที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนอย่างมากหากเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ
สำหรับโอกาสลงทุนใน “ตราสารหนี้” ที่แนะนำในปี 2024 ได้แก่
-
ลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนที่แท้จริงเป็นบวก เช่น ตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากแล้วโดยเฉพาะตราสารหนี้อายุสั้นที่ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารอายุยาว (Inverted yield curve)
“การลงทุนใน Mortgage-backed securities เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับที่สูงมากและระดับราคาน่าสนใจ การลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูงจากอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน และลงทุนใน Inflation-linked bonds”
-
ลงทุนในตราสารหนี้อายุสั้น เนื่องจากปัจจุบันให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารระยะยาว หรืออยู่ในภาวะ Inverted yield curve แต่ก็มีความเสี่ยงจากการที่ต้องลงทุนใหม่โดยอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าเดิมได้เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ต่ำลงในอนาคต ซึ่งต่างจากการลงทุนในตราสารระยะยาวที่สามารถ Lock ผลตอบแทนที่กำหนดให้คงอยู่ได้ยาวนานกว่า แนะนำเน้นลงทุนสั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยง
-
ให้น้ำหนักการลงทุนที่มากในตราสารภาครัฐ แม้ว่าตราสารหนี้เอกชนจะให้ผลตอบแทนที่สูงมากกว่าก็ตาม แต่เนื่องจากส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของตราสารภาครัฐและเอกชนเริ่มแคบลงจากช่วงก่อนหน้า (Credit spreads)
“ส่วน ‘การบริหารค่าเงิน’ นั้น แม้ ‘ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ’ จะเป็นเหมือนการลงทุนที่ดีในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ แต่มูลค่าปัจจุบันเริ่มดูแพงมากขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่นๆ การลงทุนในสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐจึงน่าสนใจมากขึ้น เช่น ลงทุนใน ‘เงินเยน’ ของญี่ปุ่นซึ่งนอกจากช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนแล้ว ยังปกป้องเงินลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนหรือตลาดแย่มากๆ และยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นในอนาคตอีกด้วย”
จะเห็นว่าในมุมมองของทาง “Morningstar” เองนั้น มีโอกาสลงทุนอยู่ทั้งในส่วนของ “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” เพียงต้องเลือกเฟ้นเท่านั้นเอง หุ้นมีโอกาสทั้งในสหรัฐและนอกสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าสไตล์หุ้น “Value” จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ส่วน “ตราสารหนี้” เน้นคุณภาพ ระยะสั้น ซึ่งน่าจะช่วยเป็นไอเดียให้กับนักลงทุนที่สนใจได้ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนใน “ปีมะโรง-2024” นี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย
