ชี้ปี “มังกรทอง” โอกาสการลงทุนอยู่ “ตปท.” ชู “ตราสารหนี้โลก” เด่นสุด หลังดอกเบี้ยผ่าน “จุดสูงสุด” ไปแล้ว !!!
Fun of Funds: สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้กองทุนรวม เชื่อว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จัก “FINNOMENA” (ฟินโนมีนา) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มบริหารเงินลงทุนแบบครบวงจรของประเทศไทย
“บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน” (บลน.) ที่แจ้งเกิดในวงการกองทุนรวมได้อย่างเต็มตัวเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพื่อให้การลงทุน “เป็นเรื่องง่าย” และเข้าถึงได้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ก้าวสู่ปีที่9 รับปี “มังกรทอง” ทางบริษัทเองเตรียม “Rebrand” ใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 6 มี.ค. 2024 นี้ เตรียมพบกับ “FINNOMENA” โฉมใหม่พร้อมๆ กันเร็วๆ นี้
แต่ DNA แห่งความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่มีความรู้เรื่องการลงทุน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานให้ “ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ” ได้ยึดเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ทำมาแล้ว ทำอยู่ และยังคงทำต่อไป
ในปีที่ท้าทายการลงทุนอีกปีนี้ โอกาสการลงทุนอยู่ตรงไหน? วันนี้ ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีทิศทางการเติบโตตลอดจนมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจาก “FINNOMENA” มาฝาก ตามไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย

“FINNOMENA”: ก้าวสู่ปีที่9 เน้นการเติบโตแบบมีคุณภาพ-ช่วย “คนไทยเกษียณสุข”
โดย “เจษฎา สุขทิศ” CEO & Co-founder FINNOMENA Group บอกว่า พันธกิจการยกระดับความรู้ทางการเงินของคนไทย เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบริษัท FINNOMENA ย้อนไป 8 ปีก่อนเราเป็นบลน.ที่ขายกองทุน ปัจจุบันบริษัทมี 6 ธุรกิจ ที่ครอบคุลมบริการด้านการเงินและการลงทุน หากมองในแง่ของรายได้มาจากธุรกิจขายกองทุนประมาณ 80% และ Fincast อีก 20% ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ (Asset Under Advisory: AUA) ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก หากเทียบกับสินทรัพย์ของธุรกิจกองทุนรวมที่มีกว่า 5 ล้านล้านบาท

(เจษฎา สุขทิศ)
คาดสิ้นปี2024 AUAเติบโตต่อเนื่องแตะที่ระดับ 45,000 ล้านบาท จากการไหลเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนในฝั่งไพรเวลาแบงก์กิ้งของสถาบันการเงิน ด้วยแผนการลงทุนที่ฟินโนมีนานำเสนอถึง 40 แผนการลงทุน ทำให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ พร้อมกับตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีส่งเสริมการขายอื่นเข้ามาพ่วงด้วย

“มีฐานลูกค้า 1.4 แสนราย เฉลี่ยเงินลงทุนต่อราย 5 แสนบาท ตั้งเป้าจะไปให้ถึง 1 ล้านราย ภายใต้แนวคิดชวนลงทุน จัดพอร์ต อย่างมีคุณภาพ เน้นความรู้ให้มุมมองแก่นักลงทุน ไม่ใช่แค่ชวนซื้อต้องดูแลด้วย อยากเห็นคนไทยเกษียณสุข แนวคิดของบริษัทชวนลงทุน จัดพอร์ต อย่างมีคุณภาพ เน้นความรู้ให้มุมมองแก่นักลงทุน ไม่ใช่แค่ชวนซื้อต้องดูแลด้วย เราตั้งเป้าจะเพิ่มฐานลูกค้าไปจนถึง 1 ล้านราย เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่จะช่วยกันส่งต่อความรู้ดีดีให้คนไทยต่อไปแบบไม่หยุดยั้ง”
ล่าสุดบริษัทขยับเข้าสู่ธุรกิจแนะนำซื้อหุ้นกู้ผ่านบริษัทย่อย Definit เพราะเป้นจังหวะที่ตลาดหุ้นกู้มีปัญหา แต่ก็มีโอกาส ที่ผ่านมาเน้นแต่การขาย แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลและคำปรึกษาที่มากเพียงพอซึ่งเรามองว่าเป็นช่องว่างที่เราเข้าไป โดยมีบริษัทที่เป็นที่ปรึกษาแนะนำการลงทุนในหุ้นกู้เพื่อคัดกรองการลงทุนในหุ้นกู้ เราการันตีไม่ได้ว่าจะไม่เกิดเหตุ แต่ไม่มีใครวิเคราะห์รายวัน และแกะงบทุกรายไตรมาสแบบเรา เราต้องการเป็นที่พึ่งให้แก่นักลงทุน ซึ่งต่อไปเราจะมีบีการอื่นเพิ่มเติมด้วย ทั้งการแนะนำการลงทุนในหุ้นกู้ และฝากเงินในแอฟฟิโนมินาได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
“ดอกเบี้ยลงช้า” เลือกลงทุนสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์ทั้ง “หุ้น-ตราสารหนี้”
ส่วนมุมมองการลงทุนปีนี้ “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” CEO & Co-founder ของ FINNOMENA FUNDS มองว่า ดอกเบี้ยสหรัฐจะลงช้าและลงน้อยกว่าที่ตลาดคาด แต่เป็นโอกาสดีในการลงทุน “ตราสารหนี้โลก” ที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนระดับ 2 หลักได้เลยทีเดียว โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ KF-CSINCOM เพราะไม่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ในขณะที่แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ปีนี้ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าซึ่งจะเป็นประโยชน์กับกองทุน นอกเหนือจากดอกเบี้ยที่ทรงตัวระดับสูงและยังมีโอกาสทำกำไรเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลงในอนาคตอีกด้วย

(ชยนนท์ รักกาญจนันท์)
“อีกตลาดที่น่าสนใจ คือ หุ้นตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ ‘หุ้นจีน’ ไม่ว่าจะ A-Share หรือ H-Share ทุกประเภท จากมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐออกมาดูแล เรามองมี Upside อยู่ 12 – 15% แต่คงไม่ได้กลับตัวแรงแบบก้าวกระโดดแต่ประการใด อีก 2 ประเทศที่น่าสนใจ คือ ‘หุ้นอินเดีย’ และ ‘หุ้นเวียดนาม’ ที่จะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการที่สหรัฐกับจีนทำสงครามการค้ากัน 2 ประเทศนี้คือเป้าหมายในการย้ายฐานการผลิตมาอย่างไม่ต้องสงสัย”
สำหรับ “หุ้นสหรัฐ” เรามองว่าเศรษฐกิจจะไม่เกิด Recession หุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่กลุ่ม “Magnificent 7" แพงเกินไป แนะมองหาโอกาสลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็กแทน โดยกองทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ KFUS-A และ AFMOAT-HA ส่วน “หุ้นไทย” ไม่ได้มองเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ ตลาดต่างประเทศน่าสนใจกว่า แต่หุ้นไทยในปีนี้ควรเน้นหุ้นขนาดกลาง-เล็กเป็นสำคัญ โดยกองทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ ASP-SME
ทั้งหมดนี้ คือ ทิศทางการเติบโตและมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจาก “FINNOMENA” ที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง และน่าจะเป็นไอเดียการลงทุนให้กับนักลงทุนที่สนใจได้ไม่มากก็น้อย
