“กบข.” ขนเงินลุยหุ้นปี23 กว่า 7.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 16.4% ของพอร์ต... เน้นกระจายโอกาสสู่ “หุ้นตปท.” ทั้ง DM & EM ส่วน “หุ้นไทย” มีไว้ 4.32% เท่านั้น !!!
สาระ Fund วันละนิด: สำหรับ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ของไทย สิ้นปี2023 ที่ผ่านมา บริหารเงินกองทุนส่วนของสมาชิกกว่า 4.6 แสนล้านบาท ทำผลตอบแทนได้ 1.46% ต่อปี พลิกกลับมาเป็นบวกหลังจากปี2022 ติดลบอยู่ -1.54% ต่อปี
ที่สำคัญ กบข.ยังเป็นนักลงทุนสถาบันของไทยที่ให้ความสำคัญกับการกระจายไปลงทุนในต่างประเทศมานานมากแล้ว จนปัจจุบันเพดานลงทุนต่างประเทศขยับไปถึง “ไม่เกิน 60%” แล้ว ซึ่งน่าจะมากสุดในกลุ่มนักลงทุนสถาบันของไทยแล้ว เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าและช่วยในเรื่องของการกระจายการลงทุน
ในส่วนของ “พอร์ตหุ้น” กบข. นั้น คิดเป็น 16.40% มีสัดส่วนของ “หุ้นไทย” เพียง 4.32% เท่านั้น นอกนั้นเป็นหุ้นต่างประเทศ ประกอบด้วย “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” 8.12% และ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” อีก 3.96%
สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการลงทุนและโอกาสในหุ้นต่างประเทศที่น่าจะดูดีกว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี
แล้วหน้าตาพอร์ตหุ้นกบข. ในปี2023 ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” คิดเป็น 8.12% ในพอร์ตหุ้นกบข. พบ “6 นางฟ้า” มาครบครัน
“พอร์ตหุ้น” ของกบข. สิ้นปี23 นั้น มีมูลค่ารวมกันประมาณ 75,534.30 ล้านบาท คิดเป็น 16.40% ของเงินกองทุนส่วนของสมาชิก 460,575 ล้านบาท (ลงทุนตราสารหนี้ 61.61%, สินทรัพย์ทางเลือก 21.99%) โดยกระจายลงทุนใน “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” 37,398.69 ล้านบาท (8.12%), “หุ้นไทย” 19,896.84 ล้านบาท (4.32%) และ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” อีก 18,238.77 ล้านบาท (3.96%) ตามลำดับ
จะเห็นว่า ส่วนใหญ่อยู่ใน “หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” เป็นสำคัญ และ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด คิดเป็น 76.55% ของพอร์ต ประกอบด้วย 1) Information Technology 25.27%, 2) Health Care 14.19%, 3) Consumer Discretionary 14.09%, 4) Financials 12.95% และ 5) Communication Services อีก 10.05%

“โดยหุ้น 10 ตัวแรกที่ลงทุนนั้น มีน้ำหนักในพอร์ตประมาณ 23.76% ที่น่าสนใจ คือ 6 ตัวแรก อยู่ในกลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า ถึง 6 ตัว มากันครบครัน ได้แก่ Microsoft 4.09%, Apple 2.82%, Amazon 2.81%, Google (Alphabet) 2.73%, Facebook (Meta) 2.54% และ NVIDIA 2.40% ตามลำดับ เรียกว่าไม่พลาดขบวนหุ้นเทคยักษ์ใหญ่ที่พาหุ้นเทคฯ ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว”
“หุ้นไทย” คิดเป็น 4.32% ในพอร์ตหุ้นกบข. ถือหุ้น AOT มากสุด 8.71%
มาต่อกันที่ “หุ้นไทย” กันบ้าง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด มีสัดส่วนรวมกัน 65.08% ประกอบด้วย 1) พลังงานและสาธารณูปโภค 22.33%, 2) ธนาคาร 14.24%, 3) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 10.77%, 4) ขนส่งและโลจิสติกส์ 9.05% และ 5) พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 8.69% ตามลำดับ

“โดยหุ้น 10 ตัวแรกที่กบข.ลงทุนมากสุดในพอร์ตหุ้นไทย มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 50.29% ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหุ้นใหญ่ที่เป็นผู้นำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ที่ถือเกิน 5% ก็มี AOT 8.71%, ADVANC 8.03%, PTT 5.49%, PTTEP 5.38% และ GULF 5.00% ตามลำดับ”
“หุ้นตลาดเกิดใหม่” คิดเป็น 3.96% ในพอร์ตหุ้นกบข. ถือหุ้น TSMC มากสุด 3.20%
มาถึงตลาดสุดท้ายในพอร์ตหุ้น กบข. กันบ้าง นั่นก็คือ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอาจจะไม่ค่อย perform เท่าไรนักเมื่อเทียบกับฝั่งตลาดพัฒนาแล้ว สำหรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กบข.ลงทุนมากสุด คิดเป็นสัดส่วน 51.51% ของพอร์ต ประกอบด้วย 1) Information Technology 14.64%, 2) Financials 12.60%, 3) Consumer Discretionary 9.97%, 4) Consumer Staples 7.53% และ 5) Communication Services 6.77%

“โดยหุ้น 10 ตัวแรกที่ลงทุน มีน้ำหนักรวมกัน 14.72% เท่านั้น โดยเป็นหุ้นที่นักลงทุนไทยเองก็น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะ 6 ตัวแรก ได้แก่ Taiwan Semiconductor (TSMC) 3.20%, MercadoLibre 1.98%, Tencent 1.73%, Bajaj Finance 1.37%, Samsung Electronics 1.32% และ AIA Group 1.16% ตามลำดับ ก็ถือเป็นหุ้นชั้นนำในตลาดเกิดใหม่ได้เช่นกัน”
จะเห็นว่า “การลงทุนต่างประเทศ” มีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน การลงทุนในหุ้นของ กบข. ก็มีการกระจายไปในหลายตลาด ไม่จำกัดอยู่แค่ใน “หุ้นไทย” เท่านั้น และในแต่ละตลาดก็ยังมีการกระจายอุตสาหกรรมรวมถึงหุ้นที่ลงทุน ซึ่งยังคงยึดหลักการในเรื่องของ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนระยะยาว ซึ่งสามารถเป็นแบบอย่างในการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วไปได้เป็นอย่างดี
