ชี้ผลตอบแทน “หุ้นสหรัฐ” ปีนี้ กว่า 85% มาจาก “10 หุ้น” เท่านั้น... ชู 3 กลุ่มเด่น “อสังหาฯ-สื่อสาร-Materials” มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น !!!
Fun of Funds: ล่าสุดตัวเลข “เงินเฟ้อ” ของสหรัฐเดือนเม.ย. ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.4% จากเดือนมี.ค.ที่ 3.5% และเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 3.6% ชะลอลงจากเดือนมี.ค. ที่ 3.8%
ทำให้ตลาดคาดหวังว่าโอกาสที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะลดดอกเบี้ยมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” โดยรวม โดยในปีนี้ดัชนี S&P500 ก็ทะยานมาแล้วกว่า +12% ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลจากการปรับขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัวนั่นเอง
ปัจจุบัน “หุ้นสหรัฐ” ถือว่า “ไม่ถูก” มี Forward 12M P/E ที่ 20.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 18.0 เท่า แต่ก็ยังมีโมเมนตัมที่ยังไปต่อได้ เพียงแต่ต้อง “ปรับกลยุทธ์” เปลี่ยนกลุ่มเล่นเท่านั้นเอง
แล้วหุ้นกลุ่มนี้ “น่าสนใจ” หรือ “ควรเลี่ยง” วันนี้ ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจมาฝากกัน

ชี้ผลตอบแทน “หุ้นสหรัฐ” ปีนี้ กว่า 85% มาจาก 10 หุ้นเท่านั้น...คาดหลังจากนี้ภาพเปลี่ยนไปหุ้นที่ “ยังไม่วิ่ง-มูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง”
ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ปรับลดลงจนราคาที่ซื้อขายกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม “Small-cap” รวมไปถึงหุ้นในกลุ่ม “อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ Materials” ที่ราคายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ขณะที่ภาพเศรษฐกิจยังอ่อนแอและเงินเฟ้อยังไม่ปรับลดลงมากนัก
ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า ในช่วงสิ้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา “Morningstar US Market Index” ปรับลดลง 4.30% และอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นหรือต่ำกว่า Fair values ที่ Morningstar ประเมินไว้ 2% ส่วนภาพของผลตอบแทนของ “หุ้นสหรัฐ” ตั้งแต่ต้นปีนั้น พบว่า กว่า 85% ของผลตอบแทน เป็นผลมาจากราคาของหุ้นเพียง 10 บริษัทเป็นหลักเท่านั้น (Nvidai, Alphabet, Amazon.com, Meta Platform, Eli Lilly, Microsoft, GE Aerospace, Broadcom, Exxon Mobil และ Berkshire Hathaway)
“แต่คาดว่าภาพตลาดจากนี้จะมีผลตอบแทนที่ดีจากบริษัทอื่นๆ มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน 10 บริษัทที่เป็นผู้นำตลาดนั้นมีมูลค่าอยู่ในจุดที่เหมาะสมหรือบางส่วนอาจสูงเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานแล้ว มีเพียงบริษัท ‘Berkshire Hathaway’ เท่านั้นที่ยังต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เราคาดว่าภาพตลาดกำลังจะเปลี่ยนไป จึงแนะนำให้หาโอกาสลงทุนในหุ้นที่ราคายังไม่ปรับเพิ่มขึ้น หรือหุ้นที่ยังไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนในตลาดและยังมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน”

หุ้นกลุ่ม “Growth” ถูกขายอย่างมากในเดือนเม.ย. แต่เต็มมูลค่า...ชูหุ้น “Value” & “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” เด่นกว่า
ช่วงเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาหุ้นที่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth stocks) ปรับลดลงถึง 5.92% ซึ่งปรับลงมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้หากดูตามมูลค่าตลาดพบว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่หรือกลุ่ม “Large-cap” ปรับลดลงน้อยที่สุดลดลง 3.87% ขณะที่กลุ่ม “Mid-cap stocks” ลดลงถึง 5.07% และ “Small-cap stocks” ลดลง 6.56%
หากดูตามมูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น พบว่า “หุ้นคุณค่า” (Value) ยังน่าสนใจลงทุนมากที่สุดเนื่องจากราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 9% ขณะที่กลุ่ม “Growth stocks” นั้นราคาปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่หากแบ่งตามมูลค่าตลาดจะพบว่า “หุ้นขนาดเล็ก” (Small-cap) น่าสนใจลงทุนมากที่สุดเนื่องจากราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 20% ตามมาด้วยหุ้น “Mid-cap” ที่ยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 7% ขณะที่กลุ่ม “Large-cap” ปัจจุบันราคาซื้อขายอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว
“คำแนะนำการลงทุนคือควรที่จะให้น้ำหนักการลงทุนที่มากหรือ Overweight ในหุ้นกลุ่ม ‘Value’ และ หุ้น ‘ขนาดกลางและเล็ก’ และให้น้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาดหรือ Underweight ในกลุ่ม Growth รวมไปถึงหุ้นขนาดใหญ่”
3 กลุ่มน่าสนใจ “Real estate, Communications, Materials”...มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้หากแยกดูรายกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว พบว่า ราคาหุ้นในกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และกลุ่มเฮลแคร์ ปรับลดลงอย่างมากในเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามภาพรวมของหุ้น “กลุ่มเทคโนโลยี” ถือว่ายังซื้อขายอยู่ในระดับมูลค่าที่แท้จริง ดังนั้นจึงแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนเท่าตลาด (Market-weight position) ส่วนหุ้น “กลุ่มเฮลแคร์” นั้นโดยรวมราคาปรับลดลงเป็นส่วนใหญ่ทำให้ราคาปัจจุบันปรับลดลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง จึงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและสอดคล้องไปกับแนวโน้มของสังคมผู้สูงวัยในอนาคต
ในขณะที่หุ้นกลุ่ม “Communications” ยังถือเป็นโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจ นอกจากนี้หุ้นในกลุ่ม “Materials” อย่างเช่น Newmont Mining นอกจากราคายังต่ำแล้วยังมีโอกาสทำกำไรในระยะสั้นได้จากราคาทองคำที่สูงขึ้น (แม้ว่าราคาทองในระยะยาวเชื่อว่าจะไม่น่าสนใจก็ตาม)
“ทั้งนี้ Sector ที่น่าลงทุนและยังมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ได้แก่ Real estate, Communications, Materials”
“ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังจะไปต่อได้หรือไม่นั้น นักลงทุนคงอดสงสัยไม่ได้ แต่นี่คือตลาดที่ “Morningstar” มองว่า ยังสามารถลงทุนได้ เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนหุ้นให้ถูกสไตล์และถูกกลุ่มเท่านั้นเอง
