ชู “หุ้นจีน” & “หุ้นสหรัฐ” ยังน่าสนใจ กำไรบจ.โตดี... ส่วน “หุ้นไทย” ไม่ถูก แต่ครึ่งปีหลังแนวโน้มดี มีอัพไซด์กว่า 10% !!!

Fun of Funds: สำหรับ “บลจ.กรุงไทย” เป็นหนึ่งใน Top5 บิ๊กบลจ.ในอุตสาหกรรมกองทุนของไทย


สิ้นปี2023 ที่ผ่านมา มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 8.15 แสนล้านบาท โตขึ้น 7% จากสิ้นปีก่อน มีส่วนแบ่งการตลาด 9.38% เป็น “อันดับ4” ของอุตสาหกรรม (ที่มา: aimc.or.th, ณ วันที่ 31 ธ.ค. 24)


และในปีนี้ก็เชื่อมั่นว่าจะยังคงมีการเติบโตที่ต่อเนื่อง จากภาพรวมตลาดการลงทุนที่มีสัญญาณที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา


โดย “บลจ.กรุงไทย” ยังแนะให้ใช้กลุทธ์ “จัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) อย่างสมดุลและมีการกระจานตัวเพื่อตอบโจทย์การลงทุนในปีนี้ ทีเรื่องของ “ความผันผวน” ยังจะคงอยู่ไม่ได้หายไปไหนนั่นเอง


มุมมองการลงทุนในปีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย


นักลงทุนกลับสู่โหมด
Risk on อีกครั้ง...หนุนภาพรวม “ตลาดการลงทุน” ดีขึ้นในปีนี้

ในปี2023 ที่ผ่านมา “บลจ.กรุงไทย” เองมีการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ โดย “กองทุนรวม” มี AUM 5.9 แสนล้านบาท โตขึ้น 5%, “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” AUM 1.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และ “กองทุนส่วนบุคคล” AUM 6.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 39%


โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ยอมรับว่า ในช่วงปี22-23 นักลงทุนอยู่ในโหมด Risk off ทำให้ภาพรวมการลงทุนซบเซา ธุรกิจกองทุนเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย การลงทุนชะลอตัวลง ดีที่ยังมีธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD) มาช่วยซัพพอร์ตเอาไว้ อย่างไรก็ตามหลังมีความชัดเจนในเรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐที่น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เชื่อว่าการลงทุนในปีนี้จะดีขึ้น แต่การเติบโตมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน



“ช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา นักลงทุนเสียโอกาสทำเงินให้งอกเงยไปมาก ในปี24 นี้ นักลงทุนกลับมาสู่โหมด Risk on มากขึ้น น่าจะทำให้ภาพการลงทุนและธุรกิจกองทุนดีขึ้นด้วยเช่นกัน เราก็คงแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตเพื่อตอบโจทย์การลงทุนได้แล้ว”


“ตราสารหนี้ตปท.” โอกาสลงทุนดัก “ดอกเบี้ยขาลง”

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในปีนี้นั้น “วีระ วุฒิคงศิริกูล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน จัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคและแต่ละประเทศ ขึ้นหรือลงขึ้นกับวงจรเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา เงินเฟ้อสูง จนสหรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็ว แม้เงินเฟ้อสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวแต่ดอกเบี้ยอาจไม่ได้ลงเร็วอย่างที่ตลาดคาดคิดไว้ และก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย. ก็คาดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยเกิดขึ้น เรื่องดอกเบี้ยสหรัฐยังคงต้องติดตามกันต่อไป ปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์” ในหลายภูมิภาคของโลกยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบตลาดในปีนี้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้องจับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่เริ่มทวีความร้อนแรงมากขึ้นหลังสหรัฐเก็บภาษีสินค้าเทคฯ และรถยนต์ EV ของจีน เป็นต้น


“ดอกเบี้ยคงไม่ปรับขึ้นแล้ว แต่จะทรงตัวสูงอีกนานแค่ไหนยังต้องติดตาม แต่ภาพของดอกเบี้ยดังกล่าวที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นวงจรขาลง ทำให้การลงทุนใน ตราสารหนี้ ได้เปรียบ หุ้น โดยคาดว่าธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลกอาจจะมีการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศมีความน่าสนใจขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลง ในส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยนั้น มีความผันผวนไปตามกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เช่นกัน และหากมองถึงโอกาสในการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว (ไม่รวมเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน) สหรัฐก็มีรูมที่จะลดอกเบี้ยลงได้มากกว่าไทย นั่นจึงทำให้ตราสารหนี้ต่างประเทศอาจจะดูน่าสนใจมากกว่า เป็นต้น แนะนำ 2 กองทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ KTSTPLUS และ KTFIXPLUS



“ศก.โลก”
: ปีนี้ยังโตได้...แต่โต “แตกต่างกัน”

โดยดร. สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า ปีก่อนตลาดกลัวเศรษฐกิจถดถอย (Recession) มาปีนี้ตลาดกลัวเรื่องดอกเบี้ย ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังโตต่อได้แต่จะโตแตกต่างกันออกไป ปีนี้ภาพของ “เงินเฟ้อ” ชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่เคยสูง ปีนี้จะเป็นขาลง (ยกเว้นญี่ปุ่น) ในส่วนของไทยเอง “แบงก์ชาติ” อาจจะลดดอกเบี้ยได้ เพื่อดูแลเถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ก็ยังห่วงหนี้ครัวเรือนเช่นกัน ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดีในปีนี้จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่โดยเปรียบเทียบก็ยังช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน หลายๆ อย่างหายไป ต้องรอพรบ.งบประมาณที่จะเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังเป็นตัวเสริมที่สำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐ


“การที่ Fed อาจจะไม่ได้ลดดอกเบี้ยเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ รวมถึงผลประกอบการอาจจะไม่ได้เหนือคาดการณ์มากตามที่เกิดขึ้นในปีก่อน ถึงแม้ว่ามูลค่าของหลายตลาดที่ปรับตัวขึ้นมาดีก็ยังนับว่าราคาค่อนข้างแพง ทำให้ตลาดค่อนข้างอ่อนไหวต่อปัจจัยใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบ ซึ่งอาจมาจากตัวเลขเศรษฐกิจ การประกาศผลประกอบการ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นการกระจายการลงทุนจึงเป็นตัวช่วยที่จะสร้างให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตได้ กองทุนที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มกองทุน KTMUNG, KTMEE, KTSRI และ KTSUK ที่เน้นการลงทุนโดยการจัดสรรเงินลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก”


“หุ้นไทย
” ครึ่งปีหลังแนวโน้มดีขึ้น มีอัพไซด์กว่า 10%

ส่วน “หุ้นไทย” นั้น ยืนยง เทพจำนงค์” ผู้อำนวยการอาวสุโส ฝ่ายลงทุน-งานลงทุนในตราสารทุน บลจ.กรุงไทย มองว่า ในช่วงที่ผ่านมาถือว่ามีอัตราการเติบโตในระดับที่ต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ รวมถึงความล่าช้าของ พรบ.งบประมาณปี 2567 แต่หลังจากที่ พรบ. มีผลบังคับใช้แล้ว จะส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเวียนในเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้ อีกทั้ง มาตรการกระตุ้นทางภาครัฐที่จะเข้ามามีส่วนเร่งผลักดันให้เศรษฐกิจดียิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้เห็นอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี


หุ้นไทย ปัจจุบันมี P/E 14.6 เท่า เทียบกับหุ้นเอเชีย 12.2 เท่า ถือว่า ไม่ถูก แต่ในช่วงครึ่งหลังภาพตลาดจะดีขึ้น มีอัพไซด์กว่า 10% หลายมาตรการในช่วงที่ผ่านมาน่าจะเริ่มเห็นผลมากขึ้น โดยมีปัจจัยเสริมที่สำคัญคือการใช้จ่ายภาครัฐ กองทุนที่แนะนำ ได้แก่ KTSF และ KTMSEQ



“หุ้นตปท.” ยังน่าสนใจ “หุ้นจีน-สหรัฐ” กำไรบจ.ยังโตดี

สำหรับ “ตลาดหุ้นต่างประเทศ” นั้น พีรพงศ์ กิจจาการ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศ บลจ.กรุงไทย มองว่า หลายตลาดปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงปีก่อนหน้าซึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น ผลประกอบการออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดต่อเนื่อง ทำให้ “หุ้นต่างประเทศ” ยังคงน่าสนใจ จากเศรษฐกิจที่เติบโตและกำไรบจ.ที่ยังโตได้ดี โดยเฉพาะ “หุ้นจีน” ที่น่าจะซึมซับข่าวร้ายไปหมดแล้ว และยังมีปัจจัยหนุนที่สำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ 1) เศรษฐกิจโตดี ตัวเลข PMI ก็ดีขึ้น ในระยะสั้นยังคงได้เปรียบจากการส่งออกสินค้าราคาถูก ทำให้ยอดการส่งออกขยายตัว รวมถึงปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์คลี่คลายลง 2) การปรับโครงสร้างตลาดทุนให้มีคุณภาพสูงขึ้น โปร่งใสมากขึ้น และเอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนสถาบันและต่างชาติมากขึ้น และ 3) บริษัทจีนที่มีเงินสดมากก็มีการทำ Stock Buyback ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นจีนเริ่มส่งสัญญาณการกลับตัวจากหุ้นขาลงชัดเจนมากขึ้นและน่าสนใจในช่วงครึ่งปีแรก กองทุนแนะนำ ได้แก่ KT-CHINA


ตลาดหุ้นสหรัฐเองก็มีความน่าสนใจมากขึ้น หลังราคาปรับลดลงจนราคาที่ซื้อขายกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ผลประกอบการบจ.ที่ประกาศมาก็ยังมีกำไรดี ประกอบกับ Fed มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปีตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องคอยติดตามผลกระทบจากการคงดอกเบี้ยในระดับสูงมายาวนานต่อเนื่อง รวมถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงปลายปีด้วยเช่นกัน โดยธีมหุ้นสหรัฐที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้น Growth และ AI กองทุนแนะนำ ได้แก่ KT-US


อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอาจจะให้ผลตอบแทนในระดับ “ปานกลาง” และอาจจะไม่ได้ดีเหมือนในปีก่อน ในทางตรงกันข้ามสินทรัพย์ปลอดภัยอาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านๆ มา ถึงแม้ว่าความผันผวนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้น การจัดพอร์ตการลงทุนที่มีความ “สมดุล” และ “กระจายตัว” ดีเพียงพอ จึงจะเป็นตัวช่วยในการลงทุนในครึ่งปีหลังนี้ได้อย่างดีในปี “มังกร-2024” นี้

โต๊ะกองทุน WealthyThai