Official Update :

“มิถุนา-ปีมะโรง” ตลาดกลับทิศโยกเงินสู่ “ตลาดเกิดใหม่”… หลัง “จบดอกเบี้ยขาขึ้น” จังหวะลุยทั้ง “หุ้น” & “ตราสารหนี้” !!!

ลายแทงกองทุน: ที่ผ่านมา “ตลาดพัฒนาแล้ว” (Developed Market) ถือว่า Perform ได้โดดเด่นจนกลบรัศมี “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) โดยเฉพาะฝั่งของ “หุ้น”


ทั้งที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของ “ตลาดเกิดใหม่” นั้น ยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตได้ดีและสูงกว่าชัดเจน จนทำให้นักลงทุนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม..ตลาดหุ้นจึงไม่สะท้อนภาพบวกดังกล่าวเท่าที่ควร


ล่าสุด “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของ “ตลาดเกิดใหม่และ Developing Asia” จะโต 5.2% และ 4.9% ในปี2024 และ2025 ตามลำดับ สูงกว่า “เศรษฐกิจโลก” ที่โต 3.2% ทั้ง 2 ปี และสูงกว่า “ตลาดพัฒนาแล้ว” ที่คาดว่าจะโต 1.7% และ 1.8% ตามลำดับ


พลันที่ “สิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้น” ของสหรัฐและกำลังจะเข้าสู่วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” ตลาดเชื่อว่าเงินลงทุนจะไหลกลับทิศวิ่งเข้าสู่ “ตลาดเกิดใหม่” อีกครั้ง เพราะราคาของกลุ่มหุ้นตลาดพัฒนาที่แพงกว่า และแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่จะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในโลก รวมทั้ง “ตลาดเกิดใหม่”


นั่นทำให้ “ตลาดเกิดใหม่” กลับมาสู่เรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง เพราะนี่คือ ตลาดที่ยังไม่แพงและมีศักยภาพนการเติบโตที่ดี ทั้งในส่วนของ “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” เลยทีเดียว


วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร 4 กองทุนเด่น” มิถุนา-ปีมะโรง ที่น่าสนใจใน “ตลาดเกิดใหม่”  ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” มาฝากกัน


BIC” ลุย "หุ้นใหญ่" คุณภาพกลุ่ม BIC

เริ่มกันที่กองทุนแรก BIC: กองทุนเปิด บิค” ของบลจ.ยูโอบี ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน หุ้นกลุ่ม BIC" ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ 'ดัชนีหุ้นใหญ่ 50 ตัว' ในบราซิล, อินเดีย และจีน ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares BIC 50 UCITS ETF’ บริหารจัดการโดย BlackRock Asset Management Ireland Limited



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มิ.ย. 24) พบว่ามีการกระจายลงทุนในจีน 85.31%, บราซิล 11.59% และอินเดีย 2.39% โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Consumer Discretionary 34.87%, 2) Communication 24.60%, 3) Financials 20.28%, 4) Energy 8.50% และ 5) Materials 3.09%


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน BIC เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -57.56%


K-APB-A(A)” เฟ้น "ตราสารหนี้เอเชียแปซิฟิก" เพิ่มโอกาสผลตอบแทน

สลับมาที่ K-APB-A(A): กองทุนเปิดเค เอเชีย แปซิฟิก บอนด์ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.กสิกรไทย ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่เน้นลงทุนใน "ตราสารหนี้เอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)" เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน ผ่านกองทุนหลัก ‘LO Funds – Asia Value Bond Fund, (USD), NA’ บริหารจัดการโดย Lombard Odier Funds (Europe) S.A.



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 24) พบว่ามีการกระจายลงทุนใน 5 ประเทศหลัก ได้แก่ 1) INDIA 18.20%, 2) AUSTRALIA 9.20%, 3) INDONESIA 9.10%, 4) HONG KONG 9.00% และ 5) CHINA 7.50%


“โดยอันดับเครดิตของตราสารหนี้ในพอร์ต ประกอบด้วย A 12.90%, BBB 47.60% และ ต่ำกว่า BBB 39.60%W


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน K-APB-A(A)เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -36.06%


TMBEMEQ” ลงทุน "หุ้นตลาดเกิดใหม่" เติบโตตามศก.

ถัดมามาเป็น TMBEMEQ: กองทุนเปิดทหารไทย Emerging Markets Equity Index” ของบลจ.อีสท์สปริง ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน " "หุ้นตลาดเกิดใหม่" สร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI EMERGING MARKETS ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares MSCI Emerging Markets ETF บริหารจัดการโดย BlackRock Fund



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มิ.ย. 24) พบว่า 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) China 26.57%, 2) India 18.84%, 3) Taiwan 17.98%, 4) Korea (South) 11.66% และ 5) Brazil 4.51%


โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Information Technology 23.20%, 2) Financials 21.94%, 3) Consumer Discretionary 12.78%, 4) Communication 9.02% และ 5) Materials 7.12%


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน TMBEMEQ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -28.20%


SCBEMBOND” โฟกัส "ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่" คุณภาพดี

ปิดท้ายกันด้วย SCBEMBOND: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่เน้นลงทุนใน "ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่" ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment grade ผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds – Emerging Markets Investment Grade Bond Fund, Class C (acc) สกุลเงิน USD’ บริหารจัดการโดย J.P Morgan Asset Management



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 24) พบว่า 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) เม็กซิโก 9.70%, 2) ชิลี 9.00%, 3) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 8.70%, 4) ซาอุดิอาระเบีย 7.80% และ 5) เกาหลีใต้ 6.80%


โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Financial 25.30%, 2)Government 24.90%, 3) Oil & Gas 13.20%, 4) Utilities 9.10% และ 5) Industrial 5.40%


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน SCBEMBOND เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -24.92%


ใครที่มองหาโอกาสลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี บนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หลัง “ดอกเบี้ยกลับทิศ” และน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินลงทุนไหลกลับเข้าสู่ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” นี่เป็น “4 กองทุนเด่น” มิถุนา-ปีมะโรง ที่คัดมาฝากกัน ซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’