“Private Credit” การลงทุนทางเลือก...เหมาะ “กระจายความเสี่ยง” ให้พอร์ต !!!
สาระ Fund วันละนิด: โลกการลงทุนไม่ได้มีเฉพาะ “สินทรัพย์ในตลาด” (Public Asset) ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเท่านั้น ยังมีกลุ่ม “สินทรัพย์นอกตลาด” (Private Asset) ให้ลงทุนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีทั้งหุ้น, ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
ในช่วงดอกเบี้ยกำลังจะกลับสู่วงจรขาลง “ตราสารหนี้” ก็เป็นสินทรัพย์ที่กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง และไม่ใช่เฉพาะตราสารหนี้ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ตราสารหนี้นอกตลาด” (Private Debt) ด้วย
ช่วงที่ผ่านมา ก็มี “บลจ” หลายแห่งที่นำเสนอกองทุน “Private Credit” เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีเลยทีเดียว
เพราะถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ทั่วไป ในช่วงปี2018-2022 นั้น ให้ ‘ดอกเบี้ยรับ’ ที่สูงเฉลี่ย 10% ต่อปี เลยทีเดียว
“Private Credit” คืออะไร? ทำไมจึงน่าสนใจ? วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกัน

“Private Credit” โอกาสสร้าง “รายได้ที่สม่ำเสมอ”...ตอบโจทย์ทุกภาวะตลาด
สำหรับ “Private Credit” นั้น เป็นการปล่อยกู้ให้กับบริษัทเอกชนที่ต้องการ โดยที่ผู้ให้กู้ “ไม่ใช่ธนาคาร” เช่น การให้กู้ยืมโดยตรง (Direct Lending), การลงทุนในหนี้ที่มีปัญหา (Distressed Debt) หรือการลงทุนในตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (Mezzanine Debt) เป็นต้น
“ถือเป็นเงินกู้ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์เฉพาะของผู้กู้แต่ละราย และอนุมัติได้เร็วกว่าธนาคาร ช่วยให้ตอบสนองความต้องการของบริษัทที่ต้องการเงินได้ดีกว่า ทำให้ตลาด ‘Private Credit’ มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลัง ‘วิกฤตการเงินโลก’ (GFC) เมื่อธนาคารกลางปรับเกณฑ์และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้นและลดกิจกรรมการปล่อยกู้ลง จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคารเข้ามาปล่อยกู้แทน โดยมีความยืดหยุ่น ความเร็วในการดำเนินการและการค้ำประกันเงินทุน”

นอกจากนี้ “Private Credit” ยังมีข้อดีที่น่าสนใจ คือ
1.“อัตราดอกเบี้ย” ของ “Private Credit” มักจะสูงกว่าธนาคารทั่วไป และส่วนใหญ่มักจะเป็น “ดอกเบี้ยลอยตัว” (Floating Rate) ช่วยลดความผันจากความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยในตลาดได้เป็นอย่างดี
2.การตีราคา (Mark-to-Market) ส่วนใหญ่ทำเป็นรายไตรมาส ทำให้ราคาสินทรัพย์ไม่ผันผวนมากจนเกินความจำเป็น
3.มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ทั่วไป (หุ้น, ตราสารหนี้) ต่ำ เหมาะแก่การ “กระจายความเสี่ยง” (Portfolio Diversification) ให้พอร์ต
“อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของความเสี่ยงนั้น ‘Private Credit’ ก็มีไม่ต่างจากตราสารหนี้ทั่วไป โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เพราะไม่สามารถขายให้นักลงทุนทั่วไปในตลาดรองได้ สภาพคล่องต่ำ รวมถึงความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนใน ‘Private Credit’ ก็ยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนรวมที่สูงกว่า ในขณะที่มีความผันผวนต่ำกว่าตราสารหนี้อื่นๆ อยู่นั่นเอง โดยดอกเบี้ยรับที่ทำได้เฉลี่ย 10% ต่อปี (ช่วงปี2018 -2022) นั่นทำให้ ‘Private Credit’ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในฐานะการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน”
ในช่วงที่ตลาดในภาพรวมปรับฐานนั้น “Private Credit” ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มี “ผลขาดทุนสูงสุด” (Max Drawdown) ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ
รู้หรือไม่?...“Private Credit” เป็นการลงทุนในสินเชื่อที่มีหลักประกันคุณภาพดีเป็นส่วนใหญ่ และช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุน พร้อมให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ จึงเป็น “การลงทุนทางเลือก” ที่น่าสนใจ ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปที่ซื้อขายในตลาด ในขณะที่ยังรักษาอัตราการขาดทุนที่ต่ำกว่าเอาได้ในเวลาเดียวกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
