ชี้จังหวะลงทุน “Global Infrastructure” รับ “ดอกเบี้ยขาลง”... “ปันผลดี-ราคาถูก-ผันผวนต่ำ” รายได้ไม่ผันผวนตาม “วงจรศก.” !!!
Fun of Funds: หลังสิ้นสุดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น และกำลังจะเข้าสู่วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” ที่ตลาดคาดว่าทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะเริ่มต้นหั่นดอกเบี้ยลงในเดือนก.ย. นี้
กลุ่มหุ้น “Global Infrastructure” ที่ลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเป็นอีกธีมการลงทุนที่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะเป็นหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงเช่นเดียวกัน
สะท้อนผ่านผลงานของกองทุนกลุ่ม “Global Infrastructure” ของไทยทั้ง 23 กอง ที่ผลงาน “เขียวยกแผง” โดยตั้งแต่ต้นปี (YTD) บวกเฉลี่ย +6.13% และย้อนหลัง 1 ปี +11.56% (ที่มา: morningstarthailand.com, วันที่ 6 ก.ย. 24)
ในขณะที่มูลค่าของหุ้น “Global Infrastructure” ยังถือว่าไม่แพงมี Div Yield 3.90%, P/E Fwd 14.99 เท่า และ P/BV 1.99 เท่า ในขณะที่ “หุ้นโลก” มี Div Yield 1.78%, P/E Fwd 18.77 เท่า และ P/BV 3.43 เท่า
ที่สำคัญ “Global Infrastructure” ยังมีความผันผวนต่ำกว่าในช่วง 3 ปี มีค่า S.D. อยู่ที่ 15.24% ต่อปี ในขณะที่ “หุ้นโลก” อยู่ที่ 17.24% ต่อปี (ที่มา: msci.com, AUG 30, 2024)
จึงไม่น่าแปลกใจว่าธีม “Global Infrastructure” จะกลับมาอยู่ในเรดาร์การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
นอกจากนี้กลุ่ม “US Healthcare” ก็เป็นธีมลงทุนฝ่าเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวซึ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่ยังชอบหุ้นสหรัฐอยู่
ทำไมหุ้นทั้ง 2 ธีมนี้จึงน่าสนใจ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกันได้เลย

“Global Infrastructure” ผันผวนต่ำ..โอกาสสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
โดย “ศุภกร ตุลยธัญ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล บอกว่า จากสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยที่ทั่วโลกที่มีแนวโน้มขาลง “ธนาคารกลางยุโรป” (ECB) และ “ธนาคารกลางอังกฤษ” (BoE) นำร่องลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. นี้ หลัง “อัตราเงินเฟ้อ” ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และ “ตลาดแรงงาน” ก็ไม่ได้ร้อนแรงจนเกินไป จากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น หาก Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง มองเป็นโอกาสลงทุน “หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน”

(ศุภกร ตุลยธัญ)
สำหรับกลุ่ม “หุ้นโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก” มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง เนื่องจาก
1) กลุ่มหุ้นโครงสร้างพื้นฐานให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับสูงกว่า Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวลดลง
2) หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานจะเสริมความมั่นคงให้พอร์ตลงทุน ลดความเสี่ยง เมื่อตลาดหุ้นเกิดความผันผวนในครึ่งปีหลังได้ เนื่องจากธรรมชาติของสินทรัพย์กลุ่มนี้มีรายได้มั่นคง ไม่ผันแปรตามวัฏจักรเศรษฐกิจ มีความผันผวนและความสัมพันธ์ต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นโลก
3) หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งพร้อมเติบโตไปกับเมกะเทรนด์ของโลก โดยทั่วโลกมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นทุกปีจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง โครงสร้างพื้นฐาน Digital จากการเติบโตของ 5G, AI และเทคโนโลยีอื่นๆ รวมถึงมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและ Valuation ของหุ้นยังไม่แพง ดังนั้นจึงเหมาะเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนระยะยาว
“หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน ผันผวนต่ำ แนวโน้มรับผลดีดอกเบี้ยขาลง โอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานประเภท ‘Preferred Infrastructure’ ที่เน้นสินทรัพย์ที่มีรายได้มั่นคง มีประสิทธิภาพทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ จะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าและมีความสามารถทำกำไรมากกว่า รวมถึง Valuation ที่ถูกกว่า สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐานประเภท Preferred Infrastructure เช่น ไฟฟ้า, รางรถไฟ, ทางด่วน, น้ำประปา, สนามบิน หรือ โครงสร้างพื้นฐานทาง Digital เป็นต้น”
“US Healthcare” เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ “ศก.ชะลอตัว”
อีกธีมหนึ่งที่ยังลงทุนได้และน่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ “US Healthcare” สำหรับนักลงทุนที่ยังมองหาโอกาสลงทุนใน “ตลาดหุ้นสหรัฐ”
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ บอกว่า จากกระแสสังคมสูงอายุที่เกิดขึ้นทั่วโลกทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนใน “หุ้นสุขภาพ” (Healthcare) แคร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในธีมที่น่าสนใจก็คือ “US Healthcare” ซึ่งเป็นหุ้นผู้นำอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ระดับโลกในหมวดอุตสาหกรรม Health Care ที่อยู่ในดัชนี “S&P 500” ที่มีหลากหลายธุรกิจทั้ง Pharma, Biotechnology, Life Science, Provider & Service และ Equipment & Supplies เป็นต้น

(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
“สถิติจาก ‘Blackrock’ พบว่า ช่วงปี1996-2020 หลังเลือกตั้งสหรัฐ 12 เดือน ราคาหุ้น Healthcare สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 18.2% ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันดัชนี MCSI World ให้ผลตอบแทน 15.9% ขณะที่ในระยะยาวผลประกอบการมีโอกาสเติบโตสูงจากสังคมสูงวัยและมักจะไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ จากข้อมูลของ ‘Bloomberg’ พบว่า แม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจกำไรหุ้นกลุ่ม Healthcare ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจขณะที่ราคาหุ้นก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนี S&P500 ในช่วงที่ตลาดย่อตัวลง เช่น วิกฤตหุ้นเทคโนโลยี (Dot-Com), วิกฤตซับไพรม์, สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และวิกฤติสงครามยูเครนรัสเซีย เป็นต้น”
ใครมองหาธีมการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ในช่วง “ดอกเบี้ยขาลง” เชื่อว่า “Global Infrastructure” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และใครที่ยังชอบ “หุ้นสหรัฐ” แต่หวั่นใจเรื่องราคาที่ค่อนข้างแพง เศรษฐกิจก็กำลังชะลอตัวนั้น ธีมหุ้น “US Healthcare” ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน เลือกที่ใช่ให้เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงและตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของตัวเองก็แล้วกัน
