Official Update :

“บลจ.” มั่นใจ “หุ้นสหรัฐ” ไม่ฟองสบู่ เหตุ “พื้นฐานแกร่ง-กำไรโตดี”... ศก.แค่ “Softlanding” พร้อมแรงหนุนจาก “ดอกเบี้ยขาลง” !!!

Fun of Funds: ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ดัชนี S&P500” และ Nasdaq-100” บวกต่ออีกกว่า +20%


แต่ตลาดก็ยังมีโมเมนตัมที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ตามมุมมองของตลาดส่วนใหญ่ที่มองกัน แม้จะมีบ้างเสียงส่วนน้อยที่มองต่างและเชื่อว่า “หุ้นสหรัฐ” ใกล้จะหมดรอบแล้วเช่นกัน เพราะราคาวิ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนทำระดับ “สูงสุดใหม่” (All Time High) เป็นว่าเล่นในช่วงที่ผ่านมา


จนปัจจุบัน “ตลาดหุ้นสหรัฐ” เองนั้นก็ถือว่า “ไม่ถูก” โดยปัจจุบันดัชนี S&P500” มี Forward 12M P/E 21.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.3 เท่า


แต่ตัวเลขคาดการณ์เติบโตของกำไรก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 10% และ 14% ในปี24 และ 25 ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 20 ก.ย. 24) ที่ยังรองรับการเติบโตของตลาดได้เป็นอย่างดี


“หุ้นสหรัฐ” จึงเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่นักลงทุนทั่วโลกไม่อาจจะละเลยได้เช่นกัน ประกอบกับทิศทาง “ดอกเบี้ยขาลง” เองจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำสำคัญอีกด้วย


ทำไม “หุ้นสหรัฐ” จึงน่าสนใจ แม้ราคาจะค่อนข้างตึงตัวในปัจจุบันแล้วก็ตาม ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย



“หุ้นสหรัฐ” พื้นฐานแกร่ง-กำไรบจ.ยังโตต่อเนื่อง

โดย “รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี บอกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐ ยังคงมีความแข็งแกร่งในไตรมาสที่2/24 อัตราการเติบโตแท้จริง” (Real GDP) ขยายตัวในอัตรา 3.0% ต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 1.4% จากไตรมาสหนึ่ง จากปัจจัยสนับสนุนด้านการบริโภคภายในประเทศ ตลาดแรงงานที่คลายความตึงตัว และยังมีแนวโน้มโตได้ต่อเนื่อง สำหรับตัวเลข “อัตราเงินเฟ้อทั่วไป” (Headline CPI) ในเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 3.1% เช่นเดียวกับ “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน” (Core CPI) ปรับตัวขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 3.4% ทั้งนี้ Fed” ยังคงเป้าหมายเงินเฟ้อในปี2026 ไว้ที่ 2% เช่นเดิม


(รัชดา ตั้งหะรัฐ)


“ส่วนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในดัชนี ‘S&P 500’ ยังคงเติบโตได้ 11% ในปี24 และโต 14% และ 11% ในปี25 และ 26 ตามลำดับ ทั้งนี้ อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไร (PE Ratio) ของหุ้นสหรัฐฯ ซื้อขายอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว (5 ปี) จากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นขนาดใหญ่ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การปรับตัวของ PE Ratio ของแต่ละหุ้นสหรัฐมีความแตกต่างกัน จึงเป็นโอกาสในการคัดสรรหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตและมีราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี นี่จึงทำให้ หุ้นสหรัฐเองยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจลงทุนในปัจจุบัน”


Nasdaq100” โอกาสลงทุน “หุ้นเทคฯ” รับ Fed “ลดดอกเบี้ย”

สำหรับหุ้นในดัชนี Nasdaq-100” เองก็เป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นของสหรัฐที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นกลุ่ม “หุ้นเทคโนโลยี” ที่ตลาดคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะโตสูง 24% และ 27%  ในปี24 และ 25 ตามลำดับ


โดย “ปณตพล ตัณฑวิเชียร” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย มองว่า “หุ้นสหรัฐ” Top100 ในตลาดNasdaq-100เป็นหนึ่งในโอกาสลงทุนเพื่อสะสมความมั่งคั่งในระยะยาวได้เป็นอย่างดี เป็นโอกาสเติบโตไปกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในสหรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นชั้นนำมากมาย เช่น MICROSOFT ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ เจ้าของระบบ Windows และ Office ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก, APPLE ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้ง iPhone, iPad, Mac และ Apple Watch, NVDIA ผู้ผลิตชิปหน่วยประมวลผลทางด้านการ์ดจอระดับโลก, AMAZON ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ และ BROADCOM ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และโซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับการสื่อสารแบบไร้สาย เป็นต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มิ.ย. 24)


(ปณตพล ตัณฑวิเชียร)


เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวในลักษณะ ‘Soft Landing’ และยังสามารถโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนในดัชนี ‘NASDAQ-100’ ไตรมาสที่2/24 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.5% (ที่มา: Bloomberg, ณ ส.ค. 24) และกำไรจากผลการดำเนินงานปี 2024 ของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้มีโอกาสนำมาซื้อหุ้นคืนได้ โดยอิงจากกรณี APPLE ประกาศซื้อหุ้นคืนกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น Nasdaq และสร้างโอกาสในการวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการในระยะยาว (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management , ณ ก.ค. 24) อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยเข้ามากระทบตลาดหุ้น Nasdaq ในระยะสั้นได้บ้างจากนโยบายหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ”



แม้ปัจจุบัน “หุ้นสหรัฐ” ราคาถือว่า “ไม่ถูก” แต่ก็เข้าตำรา “แพงแล้ว...แพงอีก” ได้เช่นกัน จากพื้นฐานเศรษฐกิจและกำไรบจ.ที่เติบโตรองรับ ประกอบกับปัจจัยบวกจาก “วงจรดอกเบี้ยขาลง” ที่จะส่งผลดีต่อการลงทุนในหุ้นไปด้วย และจากสถิติที่ผ่านมา “หุ้นสหรัฐ” จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 12 เดือนหลังการลดดอกเบี้ยครั้งแรกหาก “ไม่เกิด Recession” นั่นจึงทำให้ “หุ้นสหรัฐ” เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจลงทุนเช่นเดียวกัน