“กอง ETF-หุ้นไทย” เข้าใจง่าย-ซื้อขายแบบ Real Time…อีกทางเลือกการลงทุนที่ตอบโจทย์ !!!

“กองทุนอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF)” หรือที่นักลงทุนคุ้นว่าคือ กองทุนเปิดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ซื้อขายได้ใน ราคาปัจจุบัน (Real Time)’ สะดวกเหมือนหุ้นหนึ่งตัว ซึ่งถือเป็น จุดเด่น ที่สำคัญของกองทุนประเภทนี้


นอกจากนี้ ‘กอง ETF’ ยังมีการ บริหารเชิงรับ (Passive Investment)’ ที่สร้างผลตอบแทนเกาะไปกับดัชนีอ้างอิงเป็นสำคัญ ไม่มีการใส่มุมมองของผู้จัดการกองทุนเข้าไป ทำให้มี ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ถูกกว่า กองหุ้นแบบ Active Fund


อีกทั้งใช้เงินลงทุนไม่มาก ลงทุนหลักร้อยบาท เสมือนหนึ่งได้ลงทุนในหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีไปทั้งตะกร้าเลยทีเดียว เรียกว่า คุ้มสุดคุ้ม อีกด้วย


ปัจจุบัน มี กอง ETF’ ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น ก็มีหลากหลายประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุนให้เลือกอยู่แล้ว แต่วันนี้เราจะมาโฟกัสที่ กอง ETF-หุ้นไทย กัน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอข้อมูลผลตอบแทนของ ‘กองทุนรวม ETF-หุ้นไทยว่าในช่วงตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและคนอ่านกันในครั้งนี้



“กอง
BMSCG” แชมป์กลุ่มกอง ETF-หุ้นไทย โชว์ผลตอบแทนสุดสวยตั้งแต่ต้นปี 32.09%

สำหรับ กองทุนรวม ETF-หุ้นไทย ได้มีให้นักลงทุนให้คัดเลือกกันอยู่ 9 กอง ซึ่งผลการดำเนินงานของแต่ละกองทำได้ค่อนข้างดีแต่จะบางกองทุนที่ผลงานทำได้ค่อนข้างดีหรือมีความโดดเด่นกว่ากองทุนอื่นๆ ซึ่งอย่างที่บอกกล่าวไปเบื้องต้นว่า...ผลการดำเนินงานของ กอง ETF’ ก็จะขึ้นกับไส้ในซึ่งเป็น โครงสร้างของตะกร้าหุ้นของดัชนีที่แต่ละกองเข้าไปลงทุนเป็นสำคัญ แต่ในภาพรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับปีนี้เพราะตลาดหุ้นไทยเองก็มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีเช่นกัน


โดยกองทุนที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 16 มิ.ย. 64) ในกลุ่มมีชื่อว่า “กองทุนเปิด BCAP Mid Small CG ETF หรือ BMSCG” จาก ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล จำกัดด้วยผลตอบแทน 32.09%


“ด้วยกลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรับ (Passive Management Strategy) ส่วนนโยบายการลงทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่เป็นส่วนประกอบของ ดัชนี BCAP Mid Small Cap CG Index TR’ รวมถึงหุ้นที่อยู่ระหว่างการเข้าหรือออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงดังกล่าวด้วย”


ซึ่งกองทุนมีนโยบายการลงทุนซึ่งส่งผลให้มี net exposure ในหุ้นของบริษัทขนาดกลางและบริษัทขนาดเล็ก ที่มีการกํากับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) ซึ่งการพิจารณาการกํากับดูแลกิจการที่ดีอาจพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือหน่วยงานอื่นใด โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน





อันดับถัดมา “กองทุนเปิดไทยเด็กซ์ SET High Dividend ETF” หรือ “1DIV” จาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ด้วยผลตอบแทน 11.11%


“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิง ดัชนี SET High Dividend 30 Total Return Index’ ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการเข้าหรือออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงด้วย โดยลงทุนในตราสารแห่งทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน


อันดับที่ 3 เป็นกองทุนอีกหนึ่งกองจาก บลจ.บางกอกแคปปิตอล ที่มีชื่อว่า “กองทุนเปิด BCAP SET100 ETFหรือ “BSET100” ด้วยผลตอบแทน 10.65%


“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิง ‘SET100 Total Return Index’ ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการเข้าหรือออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงด้วย โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งอาจพิจารณาเลือกใช้กลยุทธ์แบบ Full Replication หรือ Optimization เพื่อให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี SET100 Total Return Index


2 อันดับสุดท้ายเป็นกองทุนจาก บลจ.วรรณ โดยกองทุนแรกมีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยเด็กซ์เซ็ท 50 อีทีเอฟ” หรือ TDEX” ด้วยผลตอบแทน 9.31%


“เป็นกองทุนที่ใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรับ (passive management strategy) โดยจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิง ‘SET50 Index’ รวมถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการเข้าหรือออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงด้วย เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน” 


สุดท้ายมีชื่อกองทุนว่า “กองทุนเปิดไทยเด็กซ์ SET100 ETF” หรือ TH100” ด้วยผลตอบแทน 9.18%


“โดยใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรับ (Passive Management Strategy) ภายใต้นโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิง ดัชนี SET100 Index’ ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างการเข้าหรือออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงด้วยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”


กองทุนรวม ETF หุ้นไทย ผลการดำเนินถือว่าทำได้ไม่เลวนัก ซึ่งจะเห็นได้ว่ากองทุนที่มีผลงานที่โดดเด่นที่สุดก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่มากนัก โดยนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นไทย กอง ETF’ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันถึงแม้จะมีตัวเลือกไม่มากนักก็ตาม

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา