ชี้ “ต่างชาติ” Q3 พลิก “ซื้อสุทธิ” 5.8 หมื่นลบ. แนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่อง ส่วน “ตลาดหุ้นกู้” ไม่คึกคัก 9 เดือนแรก ออก 7.04 แสนลบ. ลดลง 14% แต่มั่นใจทั้งปี ถึงเป้า 0.9 – 1.0 ลลบ. ได้ไม่ยาก !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องความเคลื่อนไหวใน “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ช่วง 9 เดือนแรกปี2024 กันบ้าง สิ้นไตรมาสที่3/24 มีมูลค่าคงค้าง 17.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปีที่แล้ว เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก คิดเป็น 96% ของ GDP
โดยในไตรมาสที่3/24 หลัง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลง ทำให้เงินทุน “ต่างชาติ” พลิกกลับมาเป็นซื้อสุทธิ 58,561 ล้านบาท จากที่ขายสุทธิในช่วง 2 ไตรมาสแรก ทำให้ 9 เดือนแรกเหลือขายุทธิเพียงเล็กน้อย 6,902 ล้านบาท
ส่วน “หุ้นกู้ระยะยาว” ช่วง 9 เดือนแรกมียอดออกทั้งสิ้น 704,153 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย 94% เป็นกลุ่ม “Investment Grade” ส่วนอีก 6% เป็นกลุ่ม “High Yield” ทั้งนี้ยังคงเป้าหมายการออกทั้งปีไว้ที่ 0.9 – 1.0 ล้านล้านบาท
ทิศทางของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาและช่วงที่เหลือของปีจะเป็นยังไงนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจมาอัพเดทให้ฟังกัน

“Fed” ลดดอกเบี้ย หนุน “เงินต่างชาติ” ไหลเข้าไทยต่อเนื่อง ยัน “ไม่ใช่เงินร้อน”...ส่วน “รัฐแจกเงิน” มั่นใจไม่กระทบ “เครดิตประเทศ”
โดย “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า สิ้นไตรมาส3/24 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยอยู่ 17.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96% ของ GDP เพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เป็นการขายสะสมสุทธิตราสารหนี้ไทยจำนวน 6,902 ล้านบาท เป็นผลรวมของการขายสุทธิตราสารหนี้ไทยในช่วง 2 ไตรมาสแรก ที่ 65,463 ล้านบาท และการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส3 ที่ 58,561 ล้านบาท เริ่มไหลเข้ามาตั้งแต่ช่วงเดือนก.ค. ที่ตลาดคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะลดดอกเบี้ย และ Fed ก็ลดดอกเบี้ยลง 0.5% ในเดือนก.ย. ที่ผ่านมาตามคาด อย่างไรก็ตามพบว่าเงินที่ไหลเข้ามาในช่วงไตรมาสที่3/24 นี้ “ไม่ใช่เงินร้อน” (Hot Money) แต่ประการใด

(ดร.สมจินต์ ศรไพศาล)
“ทำให้สิ้นไตรมาสที่3/24 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่ 9.2 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.4% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยอายุคงเหลือของตราสารหนี้ไทยที่ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองมีอายุเฉลี่ย 8.8 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.6 ปี จากสิ้นปี2023 โดยทิศทางดอกเบี้ยของลงของ Fed ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ-ไทย แคบลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เองมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลเงินอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ หนุนให้เงินต่างชาติยังไม่แนวโน้มจะไหลเข้ามาใน ‘ตลาดเกิดใหม่’ (Emerging Market) ในไตรมาสที่4/24 และต่อเนื่องในปีหน้า ไทยเองก็ได้รับอานิสงส์ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดก็วางอยู่บนพื้นฐานของไทยเองด้วยเป็นสำคัญว่ามีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนด้วยเช่นกัน”
ส่วนนโยบายภาครัฐ ในการ “แจกเงิน 10,000 บาท” ให้กลุ่มเปราะบาง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และแผนการใช้เงินหากตรงกลุ่มเป้าหมายและระมัดระวังให้อยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลังแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล และมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อ “อันดับเครดิตประเทศ” แต่ประการใด เบื้องต้นจากแผนการใช้เงินของภาครัฐเองในแง่ของซัพพลายที่จะเข้ามานั้น ตลาดตราสารหนี้ยังรับได้และไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้แต่ประการใด
“หุ้นกู้” 9 เดือนแรกปี24 มียอดออกหุ้นกู้ 7.04 แสนลบ. ลดลง -14% YoY มั่นใจทั้งปีตามเป้า 0.9 – 1.0 ล้านลบ. แต่กลุ่ม “High Yield” ขายยากขึ้น
ในส่วนของตลาดหุ้นกู้นั้น “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า “ตลาดหุ้นกู้” ในกลุ่มเรทติ้ง A ขึ้นไปยังคงขายได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ BBB ลงไปและ “High Yield” นั้น ขายได้ยากขึ้น เพราะนักลงทุนเอง “ระมัดระวัง” มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม “High Yield” ที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก ออกมาขายได้ไป 40 – 50% เท่านั้น และอาจจะต้องพิจารณาไปหาแหล่งเงินจากช่องทางอื่นทดแทน ทำให้ภาพรวมการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) ช่วง 9 เดือนแรกปี24 มีมูลค่ารวม 704,153 ล้านบาท ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย 94% เป็นการออกของหุ้นกู้ในกลุ่ม “Investment Grade” ส่วนอีก 6% เป็นกลุ่ม “High Yield” กลุ่มธุรกิจที่ออกหุ้นกู้สูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์, อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ตามลำดับ

(อริยา ติรณะประกิจ)
“ในช่วงไตรมาสที่4/24 มี ‘หุ้นกู้ระยะยาว’ ครบกำหนด 212,194 ล้านบาท กว่า 89% อยู่ในกลุ่ม Investment Grade ซึ่งเรายังคงเป้ายอดออกทั้งปีไว้ที่ระดับ 0.9 – 1.0 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ถ้าแบงก์ชาติลดดอกเบี้ย ตรงนั้นอาจจะเป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนเข้ามาให้ยอดออกทะลุเป้าที่ตั้งไว้ได้เช่นกันและเชื่อว่าภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและดอกเบี้ยที่ลดลงจะหนุนให้ตลาดหุ้นกู้ในปีหน้ากลับมาคึกคักได้อีกครั้ง อาจจะยกเว้นในกลุ่มของ High Yield ที่น่าจะยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องในเรื่องของความมั่นใจของนักลงทุนทำให้ขายยากขึ้น”
ส่วนของ “หุ้นกู้มีปัญหา” ในภาพรวมถือว่าสถานการณ์ไม่ได้แย่ไปกว่าเดิม ช่วง 9 เดือนแรกปี24 มีหุ้นกู้ “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) 4 บริษัท ได้แก่ PPH, CISSA, IRIS และ WTX รวม 1,876 ล้านบาท และ “เลื่อนชำระหนี้” (Delay) 12 บริษัท ได้แก่ ITD, SNW, GLOCON, PROEN, JCK, CGD, ECF, JCKD, APCS, EA, NWR และ EP รวม 26,890 ล้านบาท (เป็นของ ITD และ EA 2 รายรวมกันไปแล้วกว่า 70% ที่เหลือจะเป็นบริษัทขนาดเล็กซึ่งไม่กระทบตลาดแต่ประการใด)
“สำหรับบริษัทที่ Default นั้น ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไร เพราะเป็นบริษัทที่มีปัญหามาตั้งแต่ช่วงวิกฤติ COVID-19 และเป็นบริษัทขนาดเล็กการออกไม่มาก ส่วนกลุ่มที่ขอเลื่อนชำระหนี้นั้นก็มีทั้งบริษัทเดิมและบริษัทใหม่ ซึ่งตราบเท่าที่บริษัทเหล่านี้มีความตั้งใจในการจ่ายดอกเบี้ยและยังจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้ตามที่ขอขยายเวลา ผู้ลงทุนก็คงพร้อมจะยืดเวลาให้ได้เรื่อยๆ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อาจไม่ได้ไปต่อเพราะผู้ลงทุนไม่อนุมัติให้ยืดหนี้ได้เช่นกัน แต่สถานการณ์ในภาพรวมถือว่าไม่ได้แย่ไปกว่าเดิมแต่ประการใด”
ภาพรวมของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในช่วง 9 เดือนแรกปี24 นี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นตามภาพเศรษฐกิจและ “ตลาดหุ้นไทย” เช่นเดียวกัน ส่วนเงินลงทุน “ต่างชาติ” ก็พลิกกลับมาซื้อสุทธิในไตรมาสที่3/24 และยังมีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ “Fed” ลดดอกเบี้ยนั่นเอง ส่วน “หุ้นกู้” เองแม้ภาพการออกจะชะลอตัวไปบ้าง แต่ทาง “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ก็ยังมั่นใจว่ายอดออกทั้งไปจะถึงเป้าที่วางไว้ 0.9 – 1.0 ล้านล้านบาท ได้ ที่เหนือยหน่อยคงเป็นกลุ่ม “High Yield” ที่อาจจะขายยากขึ้นเท่านั้นเอง
