แนะปลดล็อก “กิโยตีน” กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค-มุ่งสู่ดิจิทัล-เพิ่มความหลากหลาย... ย้ำ “ธรรมาภิบาล” เป็นรากฐานในการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ !!!

สาระ Fund วันละนิด: “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ถือเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักของแหล่งเงินทุนที่สำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน ณ สิ้นไตรมาสที่3/24 มีมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ 17.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96% ของ GDP


ตามหลัง “ตลาดหุ้น” ที่ 100% ของ GDP และ “สินเชื่อแบงก์” ที่ 102% ของ GDP มาติดๆ


นี่เป็นพัฒนาการในช่วง “30 ปี” ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเติบโตของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดการเงินไทยได้เป็นอย่างดี


ปัจจุบัน ยังเป็นอีก “แหล่งลงทุน” สำหรับนักลงทุนทั้งสถาบันและนักลงทุนทั่วไปที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน


จากวันนี้ มองไปข้างหน้ากับความท้าทายที่จะยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “ศูนย์กลางตลาดตราสารหนี้ของเอเชีย” นั้น ยังต้องผ่านกระบวนการอีกมากมายหลังจากนี้


การพัฒนา “ตลาดตราสารหนี้ไทย” จากนี้ควรเป็นไปในทิศทางใดนั้น วันนี้ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจมาฝากกัน


       


“ตลาดตราสารหนี้ไทย” ต้องพัฒนาไปสู่ “ศูนย์กลางตลาด
Bond” ของเอเชีย

โดย “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มองว่าภายหลัง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” มีการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของไทยให้เป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ เพิ่มเติมจากภาคธนาคารและตลาดทุน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์กับภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ภาครัฐสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ดีขึ้น ภาคธนาคารสามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม และภาคเอกชนมีทางเลือกในการระดมทุนที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยให้ไปได้ไกลกว่านี้ได้อีกมาก หนึ่งในนั้น คือ กิโยตีน” (Regulatory Guillotine) กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาใช้ประโยชน์ในตลาดตราสารหนี้ของบริษัทต่างๆ เพื่อทำให้ต้นทุนในการออกตราสารหนี้ถูกลง เป็นต้น “Digitization” ต้องมาเพราะเทคโนโลยีต่างๆ มาหมดแล้ว การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนรวมถึงปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เอกสารทุกอย่างสามารถทำในรูปแบบดิจิทัลได้หมดทำให้ทุกอย่างเป็น Paperless เพื่อให้สะดวก ง่าย และมีต้นทุนที่ต่ำ ไม่เช่นนั้นก็กดต้นทุนให้ต่ำลงไม่ได้


(ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล)


“ตลาดตราสารหนี้ไทย
ต้องพัฒนาเพื่อลดอุปสรรคต่างๆ เพิ่มความหลากหลายของโพรดักท์ ยกระดับไปสู่การเป็น ศูนย์กลางตลาด Bond ของเอเชียในอนาคต เป็น Hub ในการเทรด Bond ต่างๆ บริษัทต่างประเทศมาใช้ไทยในการออก Bond เป็นต้น”


ดังนั้น ต้องมีการพัฒนาตราสารประเภทใหม่ๆ เช่น ‘Bond ขนาดเล็ก เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปได้เข้าถึงและลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากได้ง่ายๆ นอกเหนือจากการฝากแบงก์ รวมถึงตราสารหนี้ประเภท ‘ESG’ หรือ  ‘Green transition’ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นตัวอย่างของการเพิ่มความหลากหลายของโพรดักท์ รวมถึงโพรดักท์อื่นๆ ในอนาคต การสร้าง Exchange Platform ที่แท้จริงเพื่อให้ตลาดมีสภาพคล่องและมีความลึก ไม่ใช่แค่ “OTC” (Over the Counter) เท่านั้น และยกระดับมาตรฐานในการกำกับดูแลและตรวจสอบ เพื่อทำให้การลงทุนและระดมทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน”


“ธรรมาภิบาล” ของผู้ร่วมตลาดเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย

ทางด้าน “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า การครบรอบการดำเนินงาน 30 ปีในวันนี้ไม่ใช่เพียงในฐานะองค์กรเท่านั้น แต่ถือเป็นความสำเร็จของผู้ร่วมตลาดตราสารหนี้ไทยทั้งหมด โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ThaiBMA ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกผลักดันและประสานงานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีมาตรฐาน และได้พัฒนานวัตกรรม เครื่องมือ และ ข้อมูลต่างๆให้ผู้ร่วมตลาดใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้ออกตราสารหนี้สามารถระดมทุนด้วยต้นทุนที่เหมาะสมในเวลาที่ต้องการ และนักลงทุนสามารถลงทุนโดยได้ผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือการลงทุนที่มี Medium Risk, Medium Return”


ทั้งนี้ ThaiBMA ยังมุ่งมั่นในการเป็น SRO เพื่อกำกับดูแลสมาชิกให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการระดมทุนและลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมแนวทางการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป


(ดร.สมจินต์ ศรไพศาล)


“ธรรมาภิบาล” (
Governance) เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยให้ยั่งยืน ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมี ธรรมาภิบาลทั้งผู้ออกตราสารหนี้ ผู้ขายตราสารหนี้ หรือนักลงทุนเองก็ตาม ส่วนเรื่อง ‘Default’ และ ‘Delay’ ถือเป็นเรื่องปกติในตลาดตราสารหนี้ แต่ที่ไม่ปกติ คือ เหตุที่เกิดจากความตั้งใจมาโกง มาฉ้อฉล ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องจัดการให้ได้ นั่นทำให้เรื่องของ ธรรมาภิบาลในตลาดตราสารหนี้จึงสำคัญ เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิตินั่นเอง


“ตลาดตราสารหนี้ไทย” ยังคงต้องผ่านกระบวนการเติบโต พัฒนาและยกระดับ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นแหล่งระดมทุนและลงทุนที่สำคัญของภาคเศรษฐกิจ และมีโอกาสจะไปถึงโจทย์ที่ท้าทาย ในการก้าวไปเป็น “ศูนย์กลางตลาดตราสารหนี้” ของเอเชียให้ได้ในอนาคตนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’