Official Update :

หลบ “ดอกเบี้ยต่ำ” ในไทย...ติดปีกไปลงทุน “Global Infrastructure” ทั่วโลก !!!

ในยุคที่ภาวะ “ดอกเบี้ยต่ำ” จนแทบจะเรียกได้ว่า ติดดิน อาจจะเป็นที่ชื่นชอบหรือประโยชน์แก่ผู้ประกอบการหลายราย เพราะด้วยต้นทุนทางการเงินที่ลดลงก็จะส่งผลให้ต้นทุนอย่างอื่นลดลงตามไปด้วย แต่ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชะงักก็คงได้ไม่เต็มปากว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นใจให้กับผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจสักเท่าไหร่นัก


ซึ่งถ้ามองด้านการลงทุน สถานการณ์ดอกเบี้ยต่ำ ก็ทำให้สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องอย่าง “เงินฝาก” และ “ตราสารหนี้” ดูไม่น่าสนใจด้วยเช่นกัน แม้จะแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำแต่ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก็ต่ำตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนต้องเดินหน้าเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น


แต่ก็ใช่ว่านักลงทุนจะไม่มีทางเลือกหรือโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย นั่นก็เพราะยังมีสินทรัพย์บางประเภท อย่าง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ให้ผลตอบแทนได้ไม่น้อยน่าไปจากสินทรัพย์เสี่ยงบางประเภทหรือหุ้นบางกลุ่ม และที่สำคัญความเสี่ยงก็ค่อนข้างต่ำจากกระแสรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอข้อมูลของผลการดำเนินงานกองGlobal Infrastructure” ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้



“กอง
SCBRMGIF” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดกลุ่ม ‘Global Infrastructre’ 13.58%

โดยกองทุนรวมกลุ่ม Global Infrastructure” ดังกล่าวจำนวนกองอาจจะไม่ได้เยอะมากนักซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 11 กองทุนจาก 7 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แต่ในด้านผลการดำเนินงานคงต้องยอมรับว่าทำได้ดีเกินคาด เพราะผลตอบแทนแต่ละกองนั้นอยู่สูงกว่า 10%


“โอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกมีอยู่เป็นจำนวนมากมายนอกประเทศไทย ทั้งหุ้นหรือ REIT เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอตามลักษณะของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน”


ซึ่งกองทุนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดและเป็น 3 กองทุนที่มีผลงานสูงสุดในกลุ่มแต่จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของกองทุน โดยมีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์ จาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์  จำกัด  


ทั้ง 3 ชนิดของกองทุนประกอบไปด้วย “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMGIF)”, “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ (SCBGIF)” และ “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล) (SCBGIFP)” ด้วยผลตอบแทนตั้งต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 24 มิ.ย. 64) อยู่ที่ 13.58%, 13.36% และ 13.36% ตามลำดับ





“สำหรับนโยบายการลงทุนของกองนั้น จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) หรือใน ‘DWS Invest Global Infrastructure’ (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (share class) IDH (P) ในสกุลเงินยูโร (EUR) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”


กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างให้เงินลงทุนสกุลเงินยูโรเติบโตในระยะยาวโดยได้ผลตอบแทนจากราคาหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น (capital gain) ผ่านการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก (Global Infrastructure sector) โดยกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อย 70% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนหลังจากหักสินทรัพย์เพื่อสภาพคล่องแล้ว ในตราสารทุน หลักทรัพย์ตราสารทุนอื่น ๆ และตราสารทุนประเภท uncertificated equity instruments ของผู้ออกที่อยู่ในภาคธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก


“โดยกองทุนมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”


ถัดมา 2 อันดับสุดท้ายก็เป็นกองทุนที่มาจากบลจ.เดียวกันและเป็นกองทุนเดียวกันต่างกันที่ชนิดของกองโดยมีชื่อว่า “กองทุนเปิดเค โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ หุ้นทุน” จาก บลจ.กสิกรไทย


ซึ่งกองแรกจะเป็น “กองทุนเปิดเค โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ หุ้นทุน (K-GINFRA)” และอีกกองคือ “กองทุนเปิดเค โกลบอล อินฟราสตรัคเจอร์ หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KGIFRMF)” ด้วยผลตอบแทน 10.49% และ 10.40% ตามลำดับ


“โดยนโยบายการลงทุนของทั้ง 2 กองนั้น จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ‘Morgan Stanley Investment Funds Global Infrastructure, Class Z​ (USD)’ พร้อมทั้งป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ” 


สำหรับนโยบายกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นและ REITs ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน


ในยุคที่ภาวะดอกเบี้ยต่ำติดดิน จนไม่สามารถหาโอกาสลงทุนจากสินทรัพย์ปลอดภัยได้ และในช่วงที่ตลาดหุ้นเองก็มีความผันผวนสูงทำให้การจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ก็เป็นไปได้ยาก แต่ก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ อย่าง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ยังมอบผลตอบแทนได้ในระดับที่ดีให้กับนักลงทุนได้ในช่วงเวลาเช่นนี้

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา