ชี้ “US10Y” เริ่มนิ่ง-มองกรอบปีนี้ 1.5-1.9%...ไม่น่ากังวลเช่นในอดีต !!!
“บอนด์ยีลด์ (Bond Yield)” หรือ “ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล” ได้อยู่ในระดับต่ำมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศที่พร้อมใจกันรักษาในอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ
ซึ่งวัตถุประสงค์ก็เพื่อพยุงหรือประคับประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ไม่ให้เศรษฐกิจแย่กว่าที่ควรจะเป็น
แต่เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เริ่มเห็นท่าทีของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม เพราะด้วยเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ใครหลายคนอาจจะเห็นโอกาสการลงทุนในครั้งนี้
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอโอกาสนำเสนอมุมมองการลงทุนและแนวโน้มของ “บอนด์ยีลด์” จากผู้เชี่ยวชาญสายงานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาแชร์ให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้

“ตราสารหนี้” เริ่มกลับมามีบทบาท...หลังโดนนลท.เทขาย-ปรับลดน้ำหนัก
โดย “ศุภกร ตุลยธัญ” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด เป็นผู้ให้มุมมองว่า การลงทุนตราสารหนี้ในระยะสั้น เราไม่ได้มองเชิงลบเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตั้งแต่ปีมานักลงทุนได้เทขายตราสารหนี้ค่อนข้างสูงและมีน้ำหนักการลงทุนที่น้อยกว่าดัชนีชี้วัดเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

(ศุภกร ตุลยธัญ)
“แม้ว่าจะมีบางช่วงที่มีแรงซื้อกลับมาเข้าจากประเด็น ‘เงินเฟ้อ’ กลับมาเป็นขาขึ้นและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ กลับไม่มีความเคลื่อนไหวแทนที่ควรจะแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง หลังจากเจอประเด็นข้างต้นกลับกลายเป็นว่าไม่ได้มีการขยับขึ้นต่อหรือเคลื่อนไหวในทิศทางขาลง”
“บอนด์ยีลด์” เริ่มนิ่ง...หากยืนได้มีลุ้นกลับมาเป็นขาขึ้น
ในช่วงข้างหน้าหรือภายในปีนี้ เราจึงมีมุมมองว่า บอนด์ยีลด์จะสามารถรักษาระดับในปัจจุบันไว้ได้หรืออาจจะมีการปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 1.9% แต่หากพ้นไปถึงปี 65 คาดการณ์ว่าจะกลับตัวเป็น ‘ขาขึ้น’ ได้อีกครั้งจากปีนี้ที่คาดการณ์กรอบบอนด์ยีลด์อยู่ที่ 1.5-1.9%
ปัจจัยหนุนสำคัญ... “เงินเฟ้อ-อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น”
ซึ่งปัจจัยสนับสนุนในระยะข้างหน้า จะเป็น “เงินเฟ้อ” ปรับตัวเป็นช่วงขาขึ้นเพราะการปรับตัวจากฐานที่ค่อนข้างต่ำจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จึงทำให้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้านี้จะเห็นการปรับตัวของเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ดีการปรับตัวในครั้งนี้ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” ได้ออกมาให้ความคิดเห็นว่าจะเป็นเพียง “แค่ชั่วคราว” เท่านั้น

“ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและปรับคาดการณ์นโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เร็วขึ้นจากที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในปี 2567 เป็นปี 2566 โดยเมื่อมีการปรับคาดการณ์ดังกล่าวที่เร็วขึ้นก็ได้ส่งผลให้คนเริ่มมีความกังวล”
ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้าวงเงิน QE ที่อัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ จะต้องมีการปรับลดวงเงินดังกล่าวลง จึงทำให้ตลาดมีการกังวลว่าจะได้เห็นการปรับลดวงเงินในช่วงปลายปีนี้หรือเกิดขึ้นก่อนช่วงที่จะมีการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย
“ถึงแม้ว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ส่อแววเป็นขาขึ้น อาจจะไม่ใช่เรื่องดีแก่ตราสารทุนหรือหุ้นนัก แต่ในมุมกลับกันสำหรับตราสารหนี้ก็กลับถือว่าเป็นข่าวดี ให้ผลตอบแทนขึ้นมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งหลังจากที่โดยกดดันด้วยนโยบายอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำมาเป็นเวลานาน”
