ชู 2 ธีม “Trump 2.0” & “Laggard Play” เด่นสุดรับปีงู... ส่วน “หุ้นไทย” ให้เป้า 1,530 จุด แต่ให้น้ำหนักแค่ “Neutral” ชี้ระดับต่ำกว่า 1,350 จุด เป็น “Buying Zone” !!!
Fun of Funds: สำหรับ “บลจ.ทิสโก้” เป็นบลจ.ขนาดกลาง สิ้นปี2024 มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 406,802 ล้านบาท ใหญ่เป็น “อันดับ 9” ของอุตสาหกรรม (จากบลจ. 27 แห่ง) ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 4.85%
ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 7% ต่อปี ซึ่งในปีนี้ก็ตั้งเป้าเติบโตอีกประมาณ 5 – 6%
ถือเป็นบลจ.ที่มีสไตล์การลงทุนที่โดดเด่นและแตกต่าง จนได้รับรางวัล “บริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยม” (Best Asset Manager) จาก Morningstar Awards 2024
โดยก่อนหน้านี้ก็เคยได้รับรางวัล “บริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยม ประเภทกองทุนหุ้นในประเทศ” (Best Fund House Winner : Best Domestic Equity) จากการประกาศผลรางวัล Morningstar Awards 2022 และ 2023 มาแล้วถึง 2 ปีซ้อน สะท้อนถึงฝีไม้ลายมือได้เป็นอย่างดี
ทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.ทิสโก้” ในปี2025 จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย

“บลจ.ทิสโก้” ปลื้ม AUM 5 ปีโตเฉลี่ย 7% ต่อปี มั่นใจปีนี้โตได้ 5 - 6%...พร้อมแนะ 2 ธีมเด่น “Trump 2.0” & “Laggard Play” ไว้ติดพอร์ต
โดย “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ บอกว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บลจ.ทิสโก้ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนและลูกค้าอย่างต่อเนื่องส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าเริ่มเข้าใจการลงทุนและรับความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับความสำเร็จในด้านการบริหารกองทุนของบริษัทส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การจัดการ (AUM) เติบโต 40% จาก 290,239 ล้านบาท ในปี2019 เพิ่มขึ้นเป็น 406,802 ล้านบาท ในปี2024 หรือเฉลี่ยเติบโต 7% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)
“สำหรับในปีนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการเติบโต การขยายฐานลูกค้า และ AUM ทั้ง 3 ธุรกิจ ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนส่วนบุคคล และโดยเฉพาะธุรกิจกองทุนรวม ตั้งเป้า AUM ในภาพรวมปีนี้จะโตได้ 5 – 6%”
ในปีนี้ มี 2 ธีมเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) “Trump 2.0” ที่เป็นธีมหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของ “Donald Trump” ประกอบด้วย กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในธุรกิจ AI ของสหรัฐ, กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ และกองทุนหุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐ และ 2) “Laggard Play” เป็นธีมหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดในปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย กองทุนหุ้นขนาดกลาง – เล็กของสหรัฐ, กองทุนหุ้นเอเชีย และกองทุนหุ้นเวียดนาม
ชี้ “ตลาดผันผวน” โอกาสลงทุนของ “Trigger Fund”…พร้อมชู 4 “กองหุ้นไทย” ผลงานดีสม่ำเสมอ
สำหรับ “บลจ.ทิสโก้” เองถือเป็นผู้นำในกลุ่ม “กองทุนทริกเกอร์ฟันด์” (Trigger Fund) จากความสำเร็จในการบริหารจัดการกองทุนทริกเกอร์ในปีที่ผ่านมาสะท้อนว่า บริษัทเป็นตัวจริงเรื่องกองทุนทริกเกอร์ ซึ่งในปี 2025 นี้ เรายังคงเดินหน้าจับจังหวะการลงทุนและนำเสนอกองทุนทริกเกอร์ฟันด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมุ่งบริหารทุกกองทุนให้มีผลตอบแทนเหนือดัชนีชี้วัด โดยเฉพาะ “กองทุนหุ้นไทย” ที่หลายกองมี Performance อยู่ในระดับต้นๆ ของประเภทกองทุนหุ้นไทย ทั้งในช่วงระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว (ข้อมูลจาก Morningstar Thailand ณ 25 ม.ค. 25) ไม่ว่าจะเป็น TSF-A, TISCOHD-A, TISCODS และ TISCOBIG ยังเป็นกลุ่มกองทุนที่แนะนำต่อเนื่องและมั่นใจว่าผู้จัดการกองทุนจะยังคงบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนที่ดีเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ
“หากย้อนไปในยุค ‘Trump 1.0’ นั้น ท่ามกลางนโยบายต่างๆ ของสหรัฐ, Trade War ทำให้ตลาดผันผวนสูง แต่ในภาพรวมแล้วตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก มากน้อยแตกต่างกันไป ยกเว้น ‘ตลาดหุ้นไทย’ ซึ่งความผันผวนเองก็มาพร้อมกับโอกาสในการลงทุน ปีนี้เราก็มีแผนจะออก ‘กองทุนทริกเกอร์ฟันด์’ (Trigger Fund) ไม่ต่ำกว่า 5 กอง ทั้งต่างประเทศและในประเทศ โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นที่ 5% ใน 5 เดือน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตลาดตอบรับค่อนข้างดี”
“หุ้น” ปีนี้ยัง “O.K.” แม้ราคาค่อนข้างแพง...พร้อมมองเป้า “หุ้นไทย” 1,530 จุด
ทางด้าน “สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ มองว่าภาพรวมการลงทุนในปี2025 ยังคงมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นทั่วโลกมีมูลค่า (Valuation) ค่อนข้างแพง โดยเฉพาะฝั่ง “ตลาดพัฒนาแล้ว” ประกอบกับความไม่แน่นอนของนโยบายของ “Trump” ที่เดินหน้ามาตรการสงครามการค้าส่งผลกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ตลาดผันผวน อย่างไรก็ตาม “หุ้นสหรัฐ” จะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกนี้ โดยคาดว่าหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน, หุ้นกลุ่มการบริโภค และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในปีนี้ โดยหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินจะได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ ขณะที่หุ้นกลุ่มการบริโภคของสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์จากการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง และหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่ราคาหุ้นไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนักในช่วงปีที่ผ่านมา

(สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา)
“นอกจากนี้ ‘ตลาดหุ้นจีน’ เป็นอีกตลาดหุ้นหนึ่งที่น่าจับตาเพราะราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มเห็นผล แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงต่างๆ ที่จีนได้เผชิญในปีที่ผ่านมาก็ยังคงอยู่ และยังมีความเสี่ยงจากนโยบายของ ‘Trump’ เข้ามาเพิ่มในปีนี้ อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาหุ้นจีน ‘H-Share’ ก็ยังบวกได้ +31.4% ด้วยราคาที่ถูก และมีพัฒนาการเชิงบวกหลังรัฐบาลจีนเปลี่ยนมาโฟกัสเรื่องความมั่งคั่งของประเทศนำ ก็สามารถทยอยสะสมเพื่อหวังผลในระยะยาวได้เช่นกัน”
สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ในปี2025 นี้ เรายังให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” (Neutral) โดยดัชนีถือว่าลงมาลึกกว่าที่ประเมินไว้แล้ว ที่ระดับต่ำกว่า 1,350 จุด ถือเป็น “Buying Zone” แล้ว และคาดว่าดัชนีสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1,530 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี2024 ส่วนเงินลงทุนใน ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว’ (LTF) ที่เหลืออยู่ปัจจุบันประมาณ 2 แสนล้านบาทนั้น เชื่อว่าแรงขายจะค่อนข้างเสถียรแล้วและไม่น่าส่งผลกระทบต่อตลาดแต่ประการใด แต่ประเด็นคือแรงซื้อยังไม่กลับเข้ามา ต่างชาติก็ยังขาย เม็ดเงินของ ‘กองทุนวายุภักษ์’ ก็ยังมาไม่หมด ส่วนเงินของ ‘กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน’ (ThaiESG) ก็ยังไม่ตอบโจทย์เพราะกว่าครึ่งอยู่ในตราสารหนี้ นี่จึงทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยยังไม่ไปไหนในช่วงที่ผ่านมา”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของแผนธุรกิจและมุมมองการลงทุนในปี2025 ของ “บลจ.ทิสโก้” ที่ยังคงเน้นการเติบโตต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอในทุกธุรกิจ ส่วนการลงทุนยังชอบ “หุ้น” ที่คาดว่าปีนี้จะยังคงเป็นอีกปีที่ดีแม้จะมีความผันผวนมากขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะ 2 ธีมที่โดดเด่น ทั้ง “Trump 2.0” และ “Laggard Play” นั่นเอง
