ชู “หุ้นยุโรป” ฟื้นตัวต่อเนื่อง “ราคาถูก-กำไรโตดี” จังหวะซื้อ “ลงทุนระยะยาว”... ส่วน “หุ้นเอเชีย” เป้าหมายเงินลงทุนทั่วโลก หลัง “หุ้นสหรัฐ” แพง !!!
Fun of Funds: ใน “ปีงูไฟ-2025” นี้ แม้ตลาดจะอยู่ท่ามกลางความผันผวน จากนโยบาย “Trump 2.0” ก็ตาม แต่ถ้าย้อนอดีตไปในยุค “Trump 1.0” นั้น กลับพบว่า “หุ้นทั่วโลก” ปรับตัวขึ้น มากน้อยแตกต่างกันไป ยกเว้น “หุ้นไทย” เท่านั้นเอง
ดังนั้น ถ้าอ้างอิงจากยุค “Trump 1.0” ในช่วง 4 ปี จากนี้ ท่ามกลางความผันผวน “หุ้น” ก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน
และใครที่ชอบหุ้นที่ “ไม่แพง” แต่มีศักยภาพในการเติบโต คงต้องยกให้กับ 2 ธีมนี้ ได้แก่ “หุ้นยุโรป” ที่เชื่อว่ากำลังเดินตามรอย “หุ้นสหรัฐ” ในอดีต
รวมถึง “หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ที่ Underperform ตลาดพัฒนาแล้วมานาน ก็มีโอกาสจะกลับมา Outperform ได้เช่นกัน
ปัจจุบัน ทั้ง 2 ตลาด เทรดที่ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ในอดีตทั้งคู่ โดย “หุ้นยุโรป” มี Forward 12m P/E ที่ 14.61 เท่า (10 ปี 14.92 เท่า) และ “หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)” 13.97 เท่า (10 ปี 13.93 เท่า) (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 31 ม.ค. 25)
ในขณะที่เศรษฐกิจยุโรปล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าจะโต 1.0% และ 1.4% ในปี25 และปี 26 ตามลำดับ ส่วนเศรษฐกิจขงเอเชียคาดว่าจะโต 5.1% ทั้งในปี25 และ26 ตามลำดับ เช่นกัน
ทำไม ทั้ง 2 ตลาด “หุ้นยุโรป-หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)” ถึงน่าสนใจในปี25 นี้ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นยุโรป” ฟื้นตัวต่อเนื่อง ราคาถูก จังหวะ “ซื้อลงทุนระยะยาว”
โดย “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่า “ตลาดหุ้นยุโรป” น่าสนใจลงทุน ซึ่งตั้งแต่ต้นปี25 มีแรงซื้อเข้ามาในตลาดหุ้นยุโรปต่อเนื่อง ดัชนี “STOXX 600” ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำ “New High” ได้อย่างต่อเนื่อง ด้าน “ธนาคารกลางยุโรป” (ECB) ยังมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง หลังจากล่าสุดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในวันที่ 30 ม.ค. 25 เหลือ 2.75% นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 5 แล้วนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 24 โดยตลาดคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในปีนี้ จากมุมมองที่ว่าภาวะเงินเฟ้อได้คลี่คลายลงโดยปัจจัยหนุนทำให้ ตลาดหุ้นยุโรป ฟื้นตัวต่อเนื่อง มาจากกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต นำโดยหุ้นกลุ่มแบงก์รายงานกำไร Q3/24 มากกว่าคาด 12% ขณะที่ Valuation ไม่แพง และให้ผลตอบแทนหรือ Dividend yield สูงถึง 7% โดยตลาดคาด Q4/24 กำไรจะเติบโตต่อเนื่อง

(ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์)
“หุ้นกลุ่ม ‘Luxury Brand’ มีสัญญาณฟื้นตัว ขณะที่หุ้น ‘Semiconductor’ ในยุโรปนำโดย ‘ASML’ บริษัทผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปให้กับโรงงานผลิตชิปทั่วโลกมีสัญญาณฟื้นตัว หลังยอดขายบริษัท TSMC สูงกว่าคาดใน Q4/24 เนื่องจากความต้องการฮาร์ดแวร์ AI ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ประธานาธิบดี ‘Donald Trump’ ยังได้เปิดตัว Stargate เมกะโปรเจกต์ AI สุดยิ่งใหญ่เม็ดเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ”
แม้ว่า “ตลาดหุ้นยุโรป” ยังมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐ แต่ตลาดมองว่าประธานาธิบดี “Donald Trump” มีแนวโน้มจะประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโกและจีน ก่อนเก็บภาษีจากยุโรป ปัจจุบันตลาดหุ้นยุโรปราคายังถูกและซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ค่า Forward P/E อยู่ที่ระดับ 13.7 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับ “การลงทุนระยะยาว”
“หุ้นเอเชีย” โดดเด่น แรงหนุน “จีน” ฟื้นตัว...กับ 3 ธีมที่น่าสนใจ
ทางด้าน “พฤกษา เอี่ยมธงทอง” Deputy Head of Equities – Asia Pacific, Asian Equities, abrdn Asia Limited มองว่า ปัจจุบัน “ตลาดเอเชีย” มีความสมดุลมากขึ้นและพึ่งพาจีนน้อยลง โดยแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ในเอเชียคาดการณ์ EPS เติบโตได้ค่อนข้างดีประมาณ 10-12% ในปีนี้ โดย “จีน” เติบโต 11-14% ยังไม่รวมผลกระทบจากภาษี ส่วน “อินเดีย” คาดเติบโต 16% เป็นต้น ขณะที่ Valuation ตลาดหุ้นเอเชีย Discount กับตลาดหุ้นโลกเมื่อเทียบกับ MSCI World มากกว่า 30% ซึ่งใกล้เคียงระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี จึงมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันน่าสนใจ สำหรับธีมลงทุนใน “ตลาดหุ้นเอเชีย” ที่น่าสนใจมี 3 ธีม ได้แก่ 1) Innovation, 2) Globalisation 3.0 และ 3) New Consumption

(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)
ซึ่งธีมแรกเรื่องของนวัตกรรม Tech และ AI แม้ว่าการเปิดตัวของ DeepSeek จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดในระยะสั้น ทําให้เกิดข้อสงสัยในระยะสั้นเกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เนื่องจากการพัฒนาโมเดล AI ใหม่ใช้ทรัพยากร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจจะทำให้บริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐ อาจต้องทบทวนเม็ดเงินลงทุนในการพัฒนา AI ใหม่
“ทั้งนี้ เรายังคงระมัดระวังในการเลือกลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น โดยในไตรมาส4 ที่ผ่านมาเรามีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงเล็กน้อยในกลุ่มฮาร์ดแวร์และเซมิคอนดักเตอร์ จากปัจจัยเสี่ยงกรณีความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี อีกทั้งความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นจากการปรับลดเงินลงทุน”
2.Globalisation 3.0 สานต่อจาก Globalisation 2.0 ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากความตื่นตระหนกของห่วงโซ่อุปทานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งในรอบนี้ต้องติดตามดูว่าจะเปลี่ยนไปด้านไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายภาษีของทรัมป์ แต่คาดว่าการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Diversification) จะเกิดขึ้นเร็วและครอบคลุมมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม
3.New Consumption รูปแบบการบริโภคใหม่บ่งชี้ว่าผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งเริ่มเห็นการเติบโตจากจีนและอินเดีย ทางด้านจำนวนนักท่องเที่ยวก็เติบโตชัดเจนในจีน ทำให้ TRIP.COM เติบโตได้ในระดับสูงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ ขณะที่อินเดีย อย่าง Indian Hotels ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทด้านการบริการที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ก็เติบโตต่อเนื่อง
“สำหรับแนวโน้ม Fund Flow ที่คาดหวังจะไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย ยังคงต้องรอดูความชัดเจนนโยบายภาษีทรัมป์ว่าจะส่งผลกระทบต่อเอเชียมากน้อยแค่ไหน ซึ่งนักลงทุนเริ่มมองหาทางเลือกลงทุนหลังจากตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนราคาค่อนข้างแพง ซึ่งตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชียก็เป็นหนึ่งในทางเลือก เมื่อนโยบายภาษีมีความชัดเจนขึ้นและมีผลต่อภาพรวมตลาด โดยคาดว่าจะเริ่มเห็น Fund Flow ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอีกครั้ง”
ใครที่ไม่อยากเสี่ยงมาก มองหาตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตดี ในราคาที่ “ถูก” และมีแนวโน้มจะฟื้นกลับคืนมาได้ตามเศรษฐกิจและกำไรบจ.ที่ยังแข็งแกร่ง เชื่อว่าทั้ง 2 ตลาด “หุ้นยุโรป” และ “หุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น” จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนสำหรับเป้าหมายระยะยาวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
