“เมษา-ปีมะเส็ง” ตั้งรับฝ่าตลาดผันผวนกับ... “กองทุนผสมโลก-กองตราสารหนี้โลก” !!!
ลายแทงกองทุน: หลัง “Donald Trump” ประกาศปลดแอกสหรัฐ “Liberation Day” ในวันที่ 2 เม.ย. 25 ที่ผ่านมา ด้วยการประกาศภาษีนำเข้าใหม่กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่สูงกว่าคาดหมาย
ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วนไปตามๆ กัน โดยเฉพาะในกลุ่ม “สินทรัพย์เสี่ยง” ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นสหรัฐเองเหวี่ยงขึ้น-ลง “รุนแรง” เป็นประวัตการณ์
ท่ามกลางความหวาดหวั่นว่าจะเป็นชนวนเหตุให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยครั้งใหญ่” อีกครั้งในอนาคตอันใกล้
ที่เคยคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะลงดอกเบี้ยช้าและน้อยนั้น ก็อาจไม่แน่เสียแล้ว หากเศรษฐกิจสหรัฐส่อแววถดถอยเกิดขึ้น
ท่ามกลาง “ตลาดที่ผันผวน” กลยุทธ์การลงทุนแบบตั้งรับช่วยลดผลกระทบจะช่วยให้ฝ่าความผันผวนระยะสั้นไปได้
โดย 2 ธีมที่น่าสนใจ ได้แก่ “กองทุนผสมโลก” (Global Allocation) และ “กองทุนตราสารหนี้โลก” (Global Bond) ที่เน้นตราสารหนี้คุณภาพระยะสั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” เมษา-ปีมะเส็ง กับ 2 ธีมที่น่าสนใจ “กองทุนผสมโลก” และ “กองทุนตราสารหนี้โลก” มาฝากกัน
“UOBSAI” กระจายลงทุนใน "เอเชีย" สร้างรายรับ & การเติบโตของเงินระยะยาว
มาเริ่มกันที่ “UOBSAI: กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เอเชีย แปซิฟิก อินคัม ฟันด์” ของบลจ.ยูโอบี ที่เน้นกระจายลงทุนใน "สินทรัพย์ที่หลากหลาย" ในเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) เพื่อโอกาสสร้างรายรับและการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds – Asia Pacific Income Fund A (mth) - USD Class’ ที่บริหารจัดการโดย JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 ก.พ. 25) มีการลงทุนใน “ตราสารหนี้” และ “หุ้น” ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) เป็นหลัก
“โดยตราสารหนี้ที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1) จีน 10.7%, 2) อินเดีย 8.7% และ 3)อินโดนีเซีย 6.6% ส่วนหุ้นที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 12.3%, 2) ออสเตรเลีย 8.4% และ 3) ไต้หวัน 7.6% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘UOBSAI’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -23.44%
“SCBFST” เฟ้น "ตราสารหนี้ระยะสั้น" คุณภาพดีทั่วโลก
สลับมาที่ “SCBFST: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ที่เน้นลงทุน "ตราสารหนี้ระยะสั้น" คุณภาพดีทั่วโลก ทั้งภาครัฐ, เอกชน, สถาบันการเงิน เงินฝาก หน่วยลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ เป็นต้น

สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 28 ก.พ. 25) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 3 เดือน 13 วัน มี Yield to Maturity 1.97% ต่อปี
โดยทรัพย์สินที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ตั๋วเงินคลัง 63.95%, 2) เงินฝาก 32.72% และ 3) ตราสารหนี้เอกชน 3.77% ทั้งนี้มีการจัดสรรเงินลงทุนไปในประเทศต่างๆ ประกอบด้วย 1) ญี่ปุ่น 33.10%, 2) สิงคโปร์ 23.46%, 3) กาตาร์ 13.33%, 4) สหรัฐ 12.16% และ 5) จีน 3.08% ตามลำดับ
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘SCBFST’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -13.95%
"KKP INCOME-H” สร้างรายรับผ่านการกระจายลงทุน "สินทรัพย์ทั่วโลก"
ถัดมาเป็น “KKP INCOME-H: กองทุนเปิดเคเคพี โกลบอล มัลติ แอสเซ็ท อินคัม เฮดจ์ ชนิดทั่วไป” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร ที่เน้นกระจายลงทุนใน "สินทรัพย์ที่หลากหลาย" ทั่วโลกเพื่อสร้างรายรับที่สม่ำเสมอ ผ่านกองทุนหลัก ‘Global Multi-Asset Income Fund’ ที่บริหารจัดการโดย BlackRock (Luxembourg) S.A.

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 มี.ค. 25) พบว่ามีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลักๆ ได้แก่ 1) ตราสารหนี้สหรัฐ 40.09%, 2) หุ้นสหรัฐ 33.84%, 3) ตราสารหนี้นอกสหรัฐ 12.78% และ 4) หุ้นนอกสหรัฐ 7.84%
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘KKP INCOME-H’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -16.15%
"ABGFIX-A” ลุย "ตราสารหนี้" คุณภาพดี-ระยะสั้นทั่วโลก
ปิดท้ายกันด้วย “ABGFIX-A: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล เอนแฮนซ์ ฟิกซ์ อินคัม ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.อเบอร์ดีน ที่เน้นลงทุนใน “ตราสารหนี้" คุณภาพดีทั่วโลก โดยจะลงทุนอย่างน้อย 70% ของสินทรัพย์ของกองทุนใน Debt and Debt-Related Securities ที่่ออกโดยบริษัทและรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่่วโลก (รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่) ที่่มีอายุุคงเหลือของตราสารไม่เกิน 5 ปี ผ่านกองทุนหลัก ‘SICAV I - Short Dated Enhanced Income Fund, Class ZAcc USD’ ที่บริหารจัดการโดย Aberdeen ทั้งนี้กองทุนหลักจะดำรง credit rating ของพอร์ตการลงทุนเฉลี่ยขั้นต่ำที่่ A- และ portfolio duration ในช่วง 1 -2 ปี ในภาวะปกติ (ทั้้งนี้้ เพดานไม่เกิน 2.5 ปี)

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 ก.พ. 25) พบว่ามีการลงทุนใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย 1) สหรัฐ 29.09%, 2) สหราชอาณาจักร 10.19%, 3) เกาหลีใต้ 7.49%, 4) จีน 7.03% และ 5) เยอรมัน 6.47%
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ‘ABGFIX-A’ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -10.49%
ในช่วงที่ตลาดการลงทุนมี “ความผันผวนสูง” เช่นในปัจจุบัน การมองหาการลงทุนเพื่อตั้งรับ โดยไม่เสียโอกาสลงทุน ปกป้องความเสี่ยงในขาลงเอาไว้ได้ ก็จะทำให้คุณไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุน ซึ่ง “กองทุนผสมโลก” และ “กองตราสารหนี้โลก” ที่เน้นตราสารหนี้ระยะสั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
