“หุ้นยุโรป” แกร่งจริง แค่สะดุ้ง “ภาษี Trump” ปีนี้ติดลบเล็กน้อย -1.25%... Top5 “กองหุ้นยุโรป” ยืนเขียวโชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.52% ด้าน “Goldman Sachs” หั่นเป้า “Stoxx600” เหลือ 570 จุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: “หุ้นยุโรป” เพียงสะดุ้งเล็กน้อย หลัง “Donald Trump” ขึ้นภาษีนำเข้าใหม่ EU 20% ในวัน “Liberation Day” ในวันที่ 2 เม.ย. 25 ที่ผ่านมา ทำดัชนี “EuroStoxx600” ปีนี้ลบไปเล็กน้อย -1.25% (ณ วันที่ 16 เม.ย. 25)
หลัง “สหรัฐ” ชะลอการบังคับใช้ไป 90 วัน ด้าน “ยุโรป” ก็พร้อมเจรจาเช่นกัน !!!
ผลงาน “กองหุ้นยุโรป” เองถือว่าค่อนข้างแข็ง แม้จะมีเพียง 18% เท่านั้น ที่ผลตอบแทนเป็น “บวก” โดยภาพรวมปีนี้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -4.15%
สำหรับ 5 “กองหุ้นยุโรป” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ปีนี้ มีกองอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
5 “กองหุ้นยุโรป” ผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.52%...“B-EUPASSIVE” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +4.13%
สำหรับ “กองหุ้นยุโรป” ทั้งหมด 49 กอง ปีนี้ทำผลตอบแทนเฉลี่ย -4.15% (ดีสุด +4.13%, แย่สุด -10.35%) โดยมี 9 กอง คิดเป็น 18% ที่ผลตอบแทนเป็น “บวก” ในขณะที่ส่วนใหญ่ 82% ผลตอบแทนยัง “ติดลบ” ในจำนวนนี้มี 28 กอง คิดเป็น 57% ที่ผลตอบแทน “ชนะ” ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
สำหรับ 5 “กองหุ้นยุโรป” ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.52% ได้แก่
1) “B-EUPASSIVE” ของบลจ.บัวหลวง 4.13%
2) “ES-EGRMF” ของบลจ.อีสท์สปริง 3.77%
3) “EHD” ของบลจ.ยูโอบี 2.02%
4) “DAOL-EUROPE” ของบลจ.ดาโอ 1.94%
5) “MEGA10EURO-A” ของบลจ.ทาลิส 0.72%

5 “กองหุ้นยุโรป” ผลงาน “ร่วงสุด” ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -9.68%...“KFHEUROP-A” ดิ่งหนักสุด -10.35%
ส่วน 5 “กองหุ้นยุโรป” ที่มีผลงาน “ดิ่งสุด” ปีนี้ ส่วนผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -9.68% ประกอบด้วย
-
“KFHEUROP-A” ของบลจ.กรุงศรี -10.35%
-
“K-EUSAGE” ของบลจ.กสิกรไทย -10.03%
-
“K-EUROPE-A(D)” ของบลจ.กสิกรไทย -9.47%
-
“ASP-EUG” ของบลจ.แอสเซท พลัส -9.43%
-
“ONE-EUROEQ” ของบลจ.วรรณ -9.13%
“หุ้นยุโรป” กลับมาเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีแล้ว...ด้าน “Goldman Sachs” หั่นเป้า “Stoxx600” เหลือ 570 จุด
ปัจจุบัน “หุ้นยุโรป” (Stoxx600) อยู่ที่ระดับ 504.52 จุด ลดลง -1.20% จากต้นปี (ณ วันที่ 16 เม.ย. 25) กลับมาเทรดที่ “ต่ำกว่า” ค่าเฉลี่ย 10 ปี ไปเรียบร้อยแล้ว มองในมุมกลับก็เป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนที่ยังสนใจจะกระจายเงินลงทุนบางส่วนไปในตลาดหุ้นยุโรปเช่นเดียวกัน
โดยดัชนี “Stoxx600” มี Forward 12M P/E ที่ 13.23 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 14.86 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 11 เม.ย. 25)
ล่าสุด “Goldman Sachs” ได้ปรับลดประมาณการณ์ดัชนี “STOXX600” ของยุโรปสำหรับ 12 เดือนข้างหน้าเหลือ 570 จุด โดยลดความคาดหวังทั้งผลตอบแทนด้านราคาและอัตราการเติบโตของกำไร แต่มองเห็นปัจจัยที่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบบางประการ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นภาษีที่เป็น ไปได้ และการใช้จ่ายด้านการคลังและการป้องกันที่เพิ่มขึ้นในยุโรปอาจช่วยบรรเทาได้บ้าง นอกจากนี้มองว่า “หุ้นยุโรป” มีระดับราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับ “หุ้นสหรัฐ” ซึ่งอาจช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านลบทอาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดยุโรปในอนาคตยังคงขึ้นอยู่กับทิศทางของนโยบายภาษีสหรัฐเป็นสำคัญ
“ด้าน ‘บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)’ ยังมีมุมมอง ‘เป็นกลาง’ (Neutral) ต่อ ‘ตลาดยุโรป’ และแนะนำให้จับตาเสถียรภาพของภาคการผลิตในยุโรปอย่างใกล้ชิด ในเชิงกลยุทธแนะนำให้ขายทำกำไรบางส่วนหลังตลาดปรับขึ้น และรอประเมินปัจจัยเพิ่มเติม”
“ตลาดหุ้นยุโรป” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญในกลุ่ม “ตลาดพัฒนาแล้ว” (Developed) และมีน้ำหนักในตลาดโลกเป็น “อันดับ2” บริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้จากทั่วโลก ปัจจุบันราคาย่อลงจากอดีต และเป็นหนึ่งในตลาดที่สามารถกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
